Rock N’Roll Dream Come Throug
…๑๙…
“ผั๊วะ…ผั๊วะ…ผั๊วะ…ตุ๊บ…ตุ๊บ…ตุ๊บ…”
“- -หือ หมัดหนักชะมัด--”
“- -ไม่ใช่หมัดอย่างเดียวนะเว้ย ดูขาตอนเต๊ะกระสอบทรายสิ เล่นซะสั่นกระเพื่อมขนาดนั้น ถ้ากระสอบทรายเป็นคน ไม่อยากจะคิดเลยว่ะ ว่าจะมีสภาพเป็นเช่นไร--”
“- -ใครได้ไปเป็นแฟน จะไหวไหมว่ะเนี่ย --”
“- -นั่นสิ ถ้าทำให้แม่ไม่ถูกใจ หรือคัดใจหล่อนแม้แต่นิดเดียวมีหวัง ไม่อยากคิดเลยกู--”
“- -เฮ้ย แต่กูว่าสวยดุอย่างนี้ดี ถ้าได้มาเป็นเมียชีวิตคู่คงจะมีรสชาติขึ้นเยอะ--”
“- -รสชาติเลือด กรบปากล่ะสิมึง--”
เสียงที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาหนุ่ม ๆ ที่ต่างยืนจับจ้องมองมาที่แม่งามคนหนึ่ง ที่ผิวขาวเนียน เส้นผมของเธอยาวตรง รวบมัดเป็นหางม้าพร้อมกับขาดผ้ายางยืดสีดำที่รอบศีรษะตรงบริเวณหน้าผาก เพื่อช่วยในการซับเหงื่อ สวมเสื้อก้ามรัดรูปสีดำที่ยาวลงมาปิดถึงใต้ บริเวณเนินอกสวมกางเกงวอร์มเข้ารูปสีดำที่ยาวลงมาเกือบถึงหน้าแข้ง สวมรองเท้าผ้าใบสีดำ ด้วยทรวดทรงที่ดูดีเช่นนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่มาออกกำลังที่ศูนย์กีฬาของทางราชการ ต่างต้องมองเหลียวหลังหรือไม่ก็หยุดยืนดูเธอออกกำลังกายกระหน่ำ อัดกระสอบทรายที่แขวนห้อยอยู่ตรงหน้าอย่างเมามันส์เหมือนกับว่าเธอกำลังโกรธใครมาเป็นสิบปี ถึงได้มาระบายลงกับกระสอบทรายเจ้ากรรมที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เช่นนี้ ไม่ว่าจะท่าเต๊ะหรือต้อยเป็นอะไรที่ดูมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก
สักพักเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่ในกระเป๋าใส่เสื้อผ้าที่เปิดซิบค้างไว้อยู่บนเก้าอี้ใกล้ ๆ ที่เธอออกกำลังกาย ร้องบอกเตือนให้รู้ว่ามีใครคนหนึ่งต้องการคุยกับเธอด้วย เธอจึงหยุดอัดกระสอบทรายเป็นการชั่วคราว แล้วจึงเดินไปยังกระเป๋าที่วางอยู่ด้วยความรู้สึกที่ตะงิด ๆ นิด ๆ กับสายตาที่เฝ้าจ้องมองมา เธอจึงหยุดเดินพร้อมกับหันไปชำเลืองมองคนที่อยู่รอบข้าง โดยใช้แค่หางตาเพียงเท่านั้น เล่นเอาบรรดาชายหนุ่มที่นั่งหรือยืนอยู่กับอุปกรณ์ที่ตนกำลังใช้ออกกำลังกาย ต่างก้มหน้าก้มตาเล่นกันเหมือนเดิมอย่างเป็นปกติ ส่วนบางคนก็ทำเป็นเดินมองโน้นมองนี่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากที่ลานชีวิตของแต่ละคนหยุดไปชั่ว ขณะพอเจอไขด้วยแววตาที่มองเหมือนอาฆาตมาดร้ายเข้า ทุกชีวิตก็ขยับเขยือนได้ตามปกติ เธอส่ายหน้าไปมาอย่างรู้สึกเอือมระอากับอะไรบางอย่าง แล้วจึงก้มลงไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ยังร้องไม่เลิก เพื่อดูว่าเป็นเบอร์ของใคร เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของใคร พร้อมรูปถ่ายที่หันเอียงด้านข้างของใบหน้าที่เหมือนกับแอบถ่ายมา เล่นเอา
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
เจ้าของมือถือถึงกับอมยิ้มอย่างมีความสุข เธอชื่นชมรูปนั้นอยู่สักพัก แล้วจึงพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้กลับเป็นปกติตามเดิม แล้วจึงกดเบอร์รับสายนั้นพร้อมกับกรอกเสียงตัวเองลงไป
“สวัสดีค่ะ ผู้กอง” หญิงสาวเอ่ยทักทายคนที่โทร.เข้ามาก่อน ด้วยน้ำเสียงที่ดูหนักแน่น
“สวัสดีครับ ผู้หมวดอรนุช” ทางปลายสายขานรับ
“มีอะไรเหรอค่ะ ถึงได้โทร.มาหาดิฉัน”
“พอดีมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น อยากให้คุณมาช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ”
“เรื่องอะไรเหรอค่ะ ที่คนเก่งอย่างผู้กองพล ทำไม่ได้ ถึงได้โทร.มาหาดิฉัน”
“งานอย่างนี้ผมไม่ค่อยถนัดน่ะครับ ถึงต้องไว้ว่านให้หมวดสาวแสนสวยประจำกรมฯ อย่างคุณมาช่วยดูให้”
คำพูดที่ทางปลายสายพูดทิ้งท้ายเล่นเอาหญิงสาวถึงกับหน้าแดง เหมือนลูกตำลึงสุก
“ได้ไหมครับ” ทางปลายสาย ยังคงลุกเล้าต่อไป
หญิงสาวรู้สึกสะดุ้งตื่นจากฝันหวานชั่วขณะ พร้อมกับสะบัดหน้าไปมา เพื่อเรียกความรู้สึกเดิมกลับคืน แล้วจึงตอบทางปลายสายไปอย่างหนักแน่นพร้อมกับพยักหน้าไปด้วย “ค่ะ…ได้ค่ะ ตอนนี้ผู้กองอยู่ที่ไหนค่ะ”
“โรงพยาบาลแถวย่านบางนา-ตราด ถ้าคุณเดินทางใกล้มา ถึงลองโทร.หาผมอีกที ผมจะบอกให้ว่าอยู่โรงพยาบาลไหน”
“ค่ะ ดิฉันขอเตรียมตัวก่อน แล้วจะรีบไป”
“เพิ่งตื่นเหรอครับ”
“ตื่นนานแล้วค่ะ กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่”
“รีบ ๆ มาให้ได้นะครับ ผมจะรอ”
“ค่ะ”
จบประโยคการสนทนา เธอจึงกดปุ่มวางสายโทรศัพท์มือถือด้วยความรู้สึกที่ดีใจที่จะได้มีโอกาสทำงานอยู่ใกล้กับคนที่เธอแอบชอบอีกครั้ง ผู้หมวดสาวก้มลงมองโทรศัพท์ที่ถืออยู่ในมืออีกครั้งด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองเพดานพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าอย่างเต็มที่ แล้วจึงหมุนตัวยกเท้าขวาขึ้นเต๊ะกระสอบทรายตรงหน้าอย่างเต็มแรง เหมือนเป็นการแก้เขิน ด้วยเสียงเต๊ะที่ดังฟังชัดเล่นเอาลูกล้อที่แขวนกระสอบทรายอยู่ ถึงกับเลือนถอยหลังไประยะหนึ่ง บรรดาชายหนุ่มที่กำลังเล่นอุปกรณ์การออกกำลังกายอยู่ใกล้ ๆ ต่างตกใจสะดุ้งเฮือก
เสียงเคาะประตูบอกเตือนให้คนที่อยู่ข้างในห้องของคนไข้ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปแล้วนั้น ได้รู้ว่ามีใครกำลังจะขอเข้ามา ผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ในห้องต่างหันไปมองโดยพร้อมเพียงกัน ผู้หมวดวีระศักดิ์จึงเอ่ยขึ้นบอกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “สงสัยคงจะมาถึงแล้วมั้ง ครับ”
Rock N’Roll Dream Come Throug
“พูดเป็นหนังการ์ตูนไปได้ ผู้หมวดอะไรจะรวดเร็วปานนั้น” ผู้กองพลวัฒน์พูดกับคนของเขาเป็นเชิงประชดประชัน
“มันก็ไม่แน่นะครับ เธอยิ่งเป็นคนทำอะไรได้รวดเร็วอยู่ด้วย” ผู้หมวดวีระศักดิ์ยังคงพูดแบบยิ้ม ๆ ที่มุมปาก
แล้วประตูห้องก็ถูกเปิดออกเผยโฉมให้เห็นคนที่กำลังเดินเข้ามา ซึ่งทำให้คนทั้งสองหยุดการโต้เถียงกัน เมื่อเห็นหน้าบุรุษพยาบาลสองนายที่เดินตรงเข้ามาหาพวกเขา “เอ่อ คุณผู้กองครับ คุณหมอให้มาทำการเคลื่อนย้ายผู้เสียชีวิต ทั้งสองไปยังห้องดับจิตครับ” หนึ่งในบุรุษพยาบาลคนหนึ่งที่ยืนอยู่ทางซ้ายเอ่ยกับหัวหน้าเจ้าหน้าที่จากทางการ
“อ๋อ เชิญครับ” ผู้กองพลวัฒน์พูดพร้อมกับถอยหลังหลบให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ส่วนคนสนิทของเขาก็ถอยหลบตามด้วยเช่นกัน จากนั้นตำรวจทั้งสองนายจึงก้าวเดินออกไปยังหน้าห้อง
เมื่อคนทั้งสองเดินออกมาจนพ้นประตูห้องแล้ว ผู้หมวดวีระศักดิ์ก็ชักชวนให้หัวหน้าของเขาไปหาอะไร เพื่อรองท้องในช่วงที่กำลังคอยการมาของผู้หมวดอรนุช ซึ่งผู้กองก็เห็นด้วยเพราะทั้งคู่ต่างก็รีบมาโดยที่ยังไม่ได้ทานอะไรกันเลยในช่วงมื้อเช้า
หลังจากที่เสร็จภาระกิจการประทั่งชีวิตกันจนอิ่มแล้ว นายตำรวจทั้งสองต่างพากันเดินตรงไปยังห้องที่โรงพยาบาลใช้เก็บผู้เสียชีวิต เมื่อเดินมาถึงยังห้องที่ต้องการแล้วผู้กองพลวัฒน์เห็นไฟในห้องเปิดอยู่ ก็พักประตูเข้าไปภาพที่เห็นยังคงเป็นคนที่เสียชีวิตทั้งสองคนที่ยังคงนอนอยู่บนเตียงตามเดิม โดยไม่มีใครอยู่ด้วยเลยสักคนเดียว เขาดึงประตูปิดเข้าที่ตามเดิมแล้วเดินมานั่งตรงเก้าอี้หน้าห้องกับผู้หมวดวีระศักดิ์ที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว
“ผู้หมวดวีระมีความคิดเห็นว่ายังไงบ้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับคนไข้ทั้งสองที่เสียชีวิตลง มันจะเกี่ยวเนื่องกันกับกลุ่มคนสองกลุ่มที่นัดคุยกันแถวท่าเรือนั้นหรือเปล่า ที่เราไปดักซุ่มดูในครั้งก่อน” ผู้กองพลวัฒน์พูด
คนสนิทของเขาทำท่าครุ่นคิด พร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ “สถานการณ์มันดูคลุมเครือมากเลยครับ และอีกอย่างคนทั้งสอง ก็มาเสียชีวิตไปเสียก่อน ที่ทางเราจะรู้ได้ว่าคนทั้งสองเป็นคนของฝ่ายไหนกันแน่ หรืออาจจะไม่ใช่คนของทั้งสองฝ่ายเลยก็ได้ครับ”
“แล้วคนที่ให้ข้อมูลในเหตุการณ์ครั้งนั้น ยังมาอีกไหม”
“ผู้กองพูดถึงลุงชื่นขี้เมาคนนั้นเหรอครับ”
“ใช่”
“ผมเองก็ให้คนของเราคอยดูอยู่ครับ ว่าแกจะมาอีกไหม เพราะหลังจากที่แกมาแจ้งเรื่องให้นายเวรในวันนั้นแล้ว ก็หายหน้าไปเลย ทีแรกก็ดูไม่ค่อยหน้าเชื่อถือเท่าไหร่เพราะแกเมามากและ
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
พูดจาเหมือนคนเพ้อเจ้อซะขนาดนั้น พอดีผมเดินผ่านไปเห็นเข้าผมจึงบอกให้นายตำรวจคนนั้นรับเรื่องไว้ก่อน ผมถึงได้ลองมาปรึกษากับผู้กอง”
“แล้วผลมันก็เป็นจริงอย่างที่แกพูด” ผู้กองพลวัฒน์พูดสวนขึ้น
“ครับ ตอนนี้เลยไม่รู้ว่าแกไปอยู่ที่ไหน แต่ยังไงผมให้คนของเราที่ไว้ใจได้ออกตามหาแกแล้วครับ เผื่อจะได้เบาะแสอะไรบางอย่างเพิ่มเติมอีก” ผู้หมวดวีระศักดิ์ยังคงบรรยายเหตุการณ์ต่อไป
“ผมก็หวังให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน” ผู้กองพลวัฒน์พูดพร้อมกับนั่งหลับตาเอนหลังพิงเก้าอี้โดยที่ศีรษะแนบชิดติดกับกำแพง ส่วนคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาก็หันมองไปรอบ ๆ บริเวณแถวนั้น
“กลัวผีหรือไงหมวด” ผู้กองพลวัฒน์พูดขึ้น ขณะยังคงนั่งหลับตาอยู่
“เปล่าครับ แค่มันดูวังเวงชอบกล”
สักพักมีเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่ง กำลังเดินเข้ามายังจุดที่ตำรวจสองนายกำลังนั่งกันอยู่ ผู้กองพลวัฒน์ค่อย ๆ ลืมตาพร้อมกับชะโงกตัวออกมาดูว่ามีใคร กำลังเดินมา เมื่อกลุ่มคนที่มาคือคนของเขาเอง พร้อมด้วยคุณหมอคนเดิมที่เจอกันในห้องคนไข้ ที่เดินรั้งท้าย
“เป็นยังไงติดต่อนางพยาบาลคน เมื่อคืนได้หรือยัง” ผู้กองพลวัฒน์พูด
“ยังติดต่อไม่ได้เลยครับ โทร.เข้ามือถือเธอไปกี่ครั้ง ก็ไม่ยอมรับสายเลยครับ” จ่าเปี๊ยกรีบตอบอย่างเร็วปรื๋อ เพราะเขาเดินนำหน้ามาก่อน
“อืม…แล้วพอจะมีทางอื่นอีกไหมที่จะติดต่อเธอได้” ผู้กองพลวัฒน์ยังคงถามต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด
“เอ่อ เห็นเพื่อนของเธอคนหนึ่งให้เบอร์ที่พักมาด้วย ผมลองติดต่อดูแล้วเธอก็ยังไม่ยอมรับสายเลยครับ” จ่าเปี๊ยกยังคงพูดรายงานเรื่องราวต่อไป
“งั้นเอาอย่างนี้พวกคุณทั้งหมดลองไปสอบถามเจ้าของหอพักที่เธออยู่ดูสิว่าเธอกลับไปหรือยัง ส่วนทางนี้เดี๋ยวผมกับผู้หมวดวีระศักดิ์จะรับช่วงต่อเอง” ผู้กองพลวัฒน์พูดออกคำสั่งกับคนของเขา
“ครับผู้กอง” เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสี่นาย รับคำสั่งโดยพร้อมเพียงกัน ยกเว้นคุณหมอ
พอรับคำสั่งเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าทั้งสี่นายเตรียมจะเดินจากไป พวกเขาก็ได้พบหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินสวนเข้ามาพอดี หล่อนเดินเข้ามาในลักษณะเชิดหน้าตรง สวมหมวกแก๊ปสีน้ำเงินสวมเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์สีดำ สวมเสื้อยืดสีขาวด้านใน นุ่งกางเกงยีนส์สีดำ สวมรองเท้าคัตชูหุ้มข้อสีดำส้นตึก กำลังเดินตรงไปยังเจ้าหน้าที่สองคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง โดยไม่สนใจที่จะเมียงมองกลุ่มคนที่กำลังจะเดินผ่านไป หมู่แม็คหันหน้าไปพูดกับจ่าเปี๊ยกที่เดินอยู่ข้าง ๆ
Rock N’Roll Dream Come Throug
“จ่า ดูสิ นางสิงห์แห่งสถาบันนิติเวชปรากฏตัว มาที่นี่ด้วย”
“เฮ้ย พูดอย่างนั้นเดี๋ยวผู้หมวดได้ยินเข้า มึงเละแน่ และอีกอย่างสิงห์เสองที่ไหนกันนั้นมันนางเสือชัด ๆ”
“นี่ จะไปทำงานกันดี ๆ เหรอ ว่าจะต้องให้นวดเนื้อนวดตัวกันก่อนหึ” ผู้หมวดสาวหยุดยืนพูดตวาดออกไปเล่น เอากลุ่มคนทั้งสี่ต่างรีบเดินจ้ำอ้าวเดินกันไปอย่างรวดเร็ว
“มาแล้ว” ผู้กองพลวัฒน์พูดพร้อมกับเดินเข้ามายืนอยู่ใกล้ ๆ เธอ
“ก็มาถึงแล้วน่ะ สิตาบอดรึไง” ผู้หมวดอรนุชพูดเป็นเสียงตะหวาดพร้อมกับใบหน้าที่บูดบึ้งหันมาทางคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เธอ พอเธอหันหน้ามาเห็นเขาปุ๊บถึงกับผงะก้าวถอยหลัง สีหน้าเริ่มแดงระเรื่อ เธอก้มหน้าก้มตาโดยมีปีกหมวกที่สวมใส่อยู่บังหน้าเอาไว้ครึ่งหนึ่ง “ขอโทษค่ะ ผู้กอง”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ เวลาคุณตกใจก็ดูน่ารัก กว่าเมื่อกี้เยอะเลย”
ผู้หมวดอรนุชได้ยินคำชมดังนั้นถึงกับนิ่งอึ้งไป แล้วจากนั้นจึงค่อย ๆ พยายามข่มความรู้สึกของตัวเองลง “มีอะไรเกิดขึ้นเหรอค่ะ ถึงได้เรียกดิฉันมาที่นี่”
“มีคนไข้ในความคุ้มครองของเรา เสียชีวิตอยู่สองคน ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด จึงอยากให้คุณลองมาช่วยดูหน่อยครับ” ผู้กองพลวัฒน์พูดอธิบาย
“อ้าวแล้วไม่ให้ทางโรงพยาบาลจัดการเองล่ะค่ะ หรือว่าเชื่อถือไม่ได้”
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมอยากสรุปผลการเสียชีวิตให้แน่ชัด โดยมีคนของเราอยู่ด้วย และต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เป็นพิเศษ” ผู้กองพลวัฒน์หยุดพูด แล้วจึงหยอดคำพูดต่อไป “อย่างเช่นคุณ”
ผู้หมวดสาวหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาอีก เธอจึงรีบพูดเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ด้วยอาการที่ร้อนรน “งั้นก็เริ่มงานกันเลยดีกว่าค่ะ” จบประโยคเธอก็เดินเข้าไปยังห้องที่ใช้เก็บผู้เสียชีวิต โดยมีผู้หมวดวีระศักดิ์กำลังยืนอยู่ส่งยิ้มพร้อมกับผงกศีรษะ ทำการเปิดประตูให้กับเธอ หญิงสาวไม่ได้พูดอะไรออกไป เธอเพียงแค่ผงกศีรษะและยิ้มให้เป็นการขอบคุณ ผู้กองพลวัฒน์และคุณหมอเดินตามหลังเธอเข้าไป ส่วนคนสุดท้ายที่ตามเข้าไปทีหลังคือผู้หมวดวีระศักดิ์
เมื่อคนทั้งหมดเดินเข้ามาในห้องโดยพร้อมเพียงกันแล้ว ผู้หมวดอรนุชหันไปมองบริเวณโดยรอบจากนั้น จึงเดินไปยังบริเวณที่รถเข็นคันหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ บนรถเข็นคันนั้นมีเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ต้องใช้ในการตรวจรักษาจอดอยู่ เธอจึงเดินเข้าไปหยิบถุงมือยางขึ้นมาคู่หนึ่งพร้อมกับสวมใส่ จากนั้นจึงหยิบส่งให้กับคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ พร้อมด้วยหน้ากากผ้าอนามัยสีขาวที่ไว้ใส่กันเชื้อโรคส่งให้กับทุกคน เมื่อต่างคนต่างสวมใส่กันเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้หมวดอรนุชเดินตรงเข้าไปยังร่างของคนสองคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนรถเข็นโดยหาได้มีความสะทกสะท้านต่อบรรยากาศโดยรอบที่เงียบสงัด
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
ผู้หมวดอรนุชเดินก้าวมาถึงยังร่างของผู้เสียชีวิตที่ตอนนี้มีสำลีปิดที่ดวงตาและปากแล้ว เธอยกมือไหว้ทำความเคารพศพผู้ตายทั้งสอง เหมือนเป็นการขอขมาที่ต้องล่วงเกินต่อร่างของผู้ตาย ส่วนคุณหมอของโรงพยาบาลก็เดินเข้าไปยืนอยู่ กึ่งกลางระหว่างรถเข็นสองคันโดยเริ่มหันมาทางศพแรกที่นอนอยู่ก่อน ส่วนผู้กองพลวัฒน์และผู้หมวดวีระศักดิ์ทั้งสองนั้นยืนอยู่ตรงปลายเตียง
หมวดสาวพิจารณาดูร่างของผู้เสียชีวิตโดยเริ่มจากที่บริเวณหน้าตาก่อน เธอเอื้อมมือไปจับที่โครงหน้าของผู้ตายค่อย ๆ หมุนเอียงไปมาอย่างช้า ๆ ทั้งซ้ายและขวา แล้วจากนั้นเธอค่อย ๆ ไล่สายตาของตนลงมาจนถึงบริเวณคอ และมองลงไปยังลำตัวจากนั้นเธอจึงเงยหน้าขึ้นมองคุณหมอพูดเพื่อขออนุญาตเป็นเชิงให้เกียรติต่อเจ้าหน้าของทางโรงพยาบาล ที่อาจจะทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาไปบ้าง “ขออนุญาตเปิดเสื้อ ของผู้เสียชีวิตหน่อยนะค่ะ”
“เชิญตามสบายครับ” คุณหมอพูดด้วยเสียงอู้อี้ เพราะหน้ากากอนามัยที่สวมอยู่ พร้อมกับพยักหน้าไปด้วย
เมื่อได้รับการอนุญาตแล้ว เธอจึงทำการทอดเสื้อผ้าผู้ตายอย่างช้า ๆ เผยให้ลำตัวผิวสีแทนที่เริ่มซีดลง เธอใช้สายตามองไล่ไปบนเรือนร่างนั้นก่อน จากนั้นเธอก็ค่อยเอามือทั้งสองข้างของตนขึ้นรูปไร้ลงไปบนลำตัวของผู้ตายเหมือนกับกำลังคว้านหาอะไรบางอย่าง บนเรือนร่างนั้น แต่ก็ไม่พบเจออะไรเลยซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก หรือว่าผู้ตายอาจจะสิ้นลมหายใจอย่างเฉียบพลันกันแน่ เธอสะบัดหน้าเหมือนลบคำตอบง่าย ๆ นั้นออกไป แล้วจึงดึงเสื้อปิดร่างผู้ตายกลับคืนตามเดิม และจึงเดินอ้อมมายังรถเข็นอีกขันหนึ่งที่มีคนไข้ที่เสียชีวิตในแบบเดียวกันนอนอยู่ฝั่งตรงข้าม เพื่อตรวจดูอะไรบางอย่างด้วยเหมือนกัน ท่ามกลางสายตาของคนสามคนที่ยืนจับตาดูเธออยู่ ขณะที่เธอเดินหมุนไปยังรถเข็นอีกคันหนึ่งนั้นเธอก็หยุดชะงักนิดนึง ให้กับผู้หมวดวีระศักดิ์ที่ยืนขวางทางอยู่ เธอสบตาเขาเข้าอย่างจังและเขาส่งรอยยิ้มผ่านทางสายตานั้นให้กับเธอ ในขณะที่ยังคงสวมหน้ากากอนามัยอยู่แล้วจึงถอยหลบให้กับเธอ เธอโค้งศีรษะให้เขานิดนึง แล้วจึงเดินไปยังรถเข็นอีกคันหนึ่งที่จอดอยู่ ซึ่งคุณหมอที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างรถเข็นที่จอดอยู่ก็หมุนตัวตามมาด้วย เธอหันกลับมาสบตากับเขาอีกครั้งหนึ่ง ตัวผู้หมวดวีระศักด์เองยังคงจับจ้องอยู่ที่เธอ ด้วยแววตาเช่นเดิม จากนั้นเธอก็เบนสายตาหลบก้มลงมองไปยังร่างของผู้เสียชีวิตและทำการตรวจร่างของคนที่สองตามเดิม ที่ตรวจสอบผู้ตายคนแรกเมื่อสักครู่นี้ แต่เธอก็ยังมีห่างตาชำเลืองมองมายังผู้หมวดหนุ่มอยู่เป็นพัก ๆ และมีคำถามที่หมุนวนอยู่ในหัวเธออยู่บ้างประปลายว่าเขาจ้องมองเธอทำไมแทนที่จะมองไปที่ร่างของผู้ตายเหมือนอย่างผู้กองและคุณหมอ
หลังจากที่ตรวจสอบดูแล้วไม่พบเจออะไรที่ผิดสังเกต นอกจากบาดแผลที่คนไข้ถูกยิงมาเธอก็เดินเข้าไปหาผู้กองพลวัฒน์ที่ยืนอยู่
Rock N’Roll Dream Come Throug
“พอจะได้เบาะแสอะไรบ้างไหมครับ” ผู้กองพลวัฒน์เอ่ยถามขึ้น ผ่านทางหน้ากากอนามัยที่สวมใส่อยู่ด้วยเสียงที่อู้อี้เหมือนคุณหมอ
ผู้หมวดอรนุชดึงหน้ากากอนามัยที่สวมใส่อยู่ลงมาถึงปลายคาง ส่ายหน้าไปมาอย่างช้า ๆ แล้วจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเหมือนคนที่ตกรอบในการแข่งขันอะไรสักอย่าง “ไม่พบอะไรเลยค่ะ ผู้กอง”
“ตรวจดีแล้วใช่ไหมครับ” ผู้กองพลวัฒน์ยังคงถามเธอต่อไป คณะหนึ่งหน้ากากอนามัยลงมาไว้ที่ปลายคาง
“ค่ะ” ผู้หมวดสาวก้มหน้าก้มตาตอบออกไปด้วยสีหน้าที่ยอมจำนน ซึ่งตรงกันข้ามกับสีหน้าที่ดูมาดมั่นเมื่อกี้นี้
ผู้กองพลวัฒน์เงยหน้าขึ้นมองเพดาน พร้อมกับเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาจากความรู้สึกที่ดูล้มเหลว “คงต้องสรุปตามผล ที่ได้รับมาแล้วกัน” แล้วเขาก็ก้มลงมองร่างของผู้ตายแล้วเตรียมที่จะออกเดินจากห้องนั้นชันสูตรศพ
ผู้หมวดอรนุชมองตามผู้กองไปจนสายตาของเธอไปประสบพบเจอเอาเข้ากับจำนวนขวดน้ำเกลือที่แคว้นอยู่ เธอจึงเอะใจขึ้นมาแล้วหันไปหาคุณหมอที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอพูดกับคุณหมอด้วยความรู้สึกที่เร่งรีบ “ไม่ทราบว่านั่นใช่ขวดน้ำเกลือ ที่ให้คนไข้ครั้งสุดท้ายหรือเปล่าค่ะ”
คุณหมอทำท่าครุ่นคิดสักพักจึงหันไปมองขวดน้ำเกลือพลาสติก ที่แขวนอยู่บนขาล้อเลื่อนที่อยู่ตรงมุมหนึ่งห้อง
“นั่นไงครับ” คุณหมอพูดพร้อมกับชี้มือไปที่ขวดน้ำเกลือที่แขวนอยู่
ผู้หมวดสาวหันหน้าไปตามนิ้วมือที่ชี้นั้นทันที พร้อมด้วยผู้กองพลวัฒน์และผู้หมวดวีระศักดิ์ที่มองตามไปด้วย เธอรีบเดินไปถึงจุดหมายนั้นก่อนใครพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำเกลือที่แขวนห้อยอยู่ลงมาก่อนหนึ่งขวด ซึ่งได้ทำการปิดจุกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเธอก็หันกลับมายังกลุ่มคนที่เดินตามเธอมาและหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ ผู้หมวดสาวค่อย ๆ ถือขวดน้ำเกลือพลาสติกหมุนวนไปมา พร้อมกับจ้องมองเหมือนกับจะกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง ที่อาจจะซุกซ่อนอยู่ในขวดน้ำเกลือ แต่ก็ไม่พบอะไรที่ผิดสังเกตุ
“คงจะไม่มีอะไร หรอกมั้งครับ” ผู้หมวดวีระศักดิ์พูดขึ้น หลังจากที่เขาดึงหน้ากากออกแล้วด้วยเช่นกัน
ผู้หมวดสาวเงยหน้ามองเขานิดนึง ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย แล้วจึงก้มหน้าลงมองที่ขวดน้ำเกลือตามเดิม เมื่อมองกลับลงไปอีกครั้งเธอก็ได้เห็นจุดเล็ก ๆ อะไรบางอย่างที่ตรงบริเวณท้ายขวดเหมือนเป็นลอยอุดจากเจลใส ๆ หรือไม่ก็อาจจะเป็นกาวน้ำอะไรสักอย่างที่ตรงจุดนั้น
ผู้กองพลวัฒน์ขยับเดินเข้ามายืนอยู่ใกล้ ๆ เธอแล้วจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย “มีอะไรที่ผิด
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
สังเกตหรือครับ”
ผู้หมวดอรนุชชี้มือชี้ไปยังจุดเล็ก ๆ สีขาว ที่ถูกผนึกไว้ตรงท้ายขวดน้ำเกลือ “นี่ไงค่ะ”
ผู้กองพลวัฒน์มองตรงไปยังจุดนั้น ตามนิ้วมือที่ผู้หมวดสาวชี้รวมทั้งคนอื่น ๆ ด้วยที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
“ดิฉันคิดว่ามันน่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในขวดน้ำเกลือขวดนี้และอีก…” เธอพูดพร้อมกับหันหน้าไปหาน้ำเกลืออีกขวดหนึ่งที่ยังแขวนอยู่ “ไม่แน่อาจจะมีใครสักคน ฉีดอะไรบางอย่างผสมลงไปในขวดน้ำเกลือสองขวดนี้ก็เป็นได้ ซึ่งคงจะต้องนำเข้าห้องแล็ปตรวจสอบกันดูอีกทีค่ะ คุณหมอค่ะ ถ้าดิฉันอยากจะขอรบกวนนำน้ำเกลือทั้งสองขวดไปตรวจสอบที่ห้องแล็ปที่ทำงานดิฉันได้ไหมค่ะ” ผู้หมวดสาวยังคงว่าเรื่องของเธอต่อไป
“เกรงจะไม่ได้ครับ เพราะทางโรงพยาบาลก็มีกฎห้ามอยู่” คุณหมอหยุดพูดพร้อมกับดูเหมือนกำลังใช้ความคิด จากนั้นจึงพูดขึ้น “แต่ถ้าจะต้องตรวจสอบกันจริง ๆ ผมก็พอจะขออนุญาตทางโรงพยาบาล ให้คุณผู้หมวดใช้ห้องแล็ปของที่นี่ได้ครับ”
“ขอรบกวนหน่อยนะค่ะ” ผู้หมวดสาวเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกที่ดีใจ ในขณะที่ผู้กองพลวัฒน์และผู้หมวดวีระศักดิ์ต่างมองหน้ากันอย่างมีความหวังเหมือนกับว่าคนทั้งสองได้ผ่านเข้ารอบเกมโชว์ไปยังด่านต่อไป ผู้หมวดสาวหันหน้ามาพูดกับคนทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว “ผลงานดิฉันค่ะ” ซึ่งเล่นเอาคนทั้งสองต่างอมยิ้ม แบมือทั้งสองข้างยกขึ้นให้กับเธอเหมือนเป็นการยอมแพ้ให้กับผู้ชนะที่หาคำตอบในเกมทายปัญหาเจอก่อน