วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Rock N’Roll Dream Come Throug
๒๑
                เข้าไปตั้งนานแล้วนะครับ ไม่รู้ผลจะออกมาเป็นยังไงบ้าง ผู้หมวดวีระศักดิ์ที่นั่งอยู่หน้าห้องกับผู้กองพลวัฒน์ รำพึงรำพันกับการเฝ้ารอผลการตรวจอะไรสักอย่างอยู่ที่หน้าห้องแล็ปของโรงพยาบาล
                ผมเองก็จะอยากรู้เหมือนกัน ว่าผลมันจะออกมาเป็นยังไงสิ้นเสียงของผู้กองพลวัฒน์ สักพักบานประตูห้องที่อยู่ตรงหน้าของชายทั้งสองคน ก็ขยับเขยือนเปิดออกคนทั้งสองเห็นดังนั้นถึงกับลุกขึ้นยืนทันที ด้วยอาการที่ร้อนรน สายตายังคงจับจ้องอยู่กับความเป็นไปที่อยู่ตรงหน้า ว่าใครที่กำลังจะออกมาจากห้องนั้น เมื่อประตูถูกเปิดออกปรากฏภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ในวงแขนข้างซ้ายของเธอมีแฟ้มเอกสารที่ทำจากกระดาษสีชมพูประคองอยู่และขวดแก้วน้ำใส ๆ เล็ก ๆ ขวดหนึ่งอยู่ครึ่งขวดปิดฝาอย่างมิดชิด กำลังถืออยู่ในมือขวา ชายทั้งสองมีสีหน้าที่ดูกังวลพร้อมกับลุกเดินเข้าหาคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างทันที
                ผลเป็นยังไงบ้างครับ ผู้หมวดอรนุช ผู้กองพลวัฒน์เอ่ยถามขึ้น ด้วยความอยากรู้
ถ้าจะคุยกันถึงเรื่องนี้ คงต้องหาที่คุยกันอย่างลับหูลับตาคน สักหน่อยก็คงจะดีกว่าค่ะผู้หมวดอรนุชพูดชี้แจง
ผู้กองหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกฉงน สักพักเขาก็คิดขึ้นมาได้ อืม ใช่จริงอย่างที่ผู้หมวดพูด เพราะสถานการณ์ตอนนี้อาจจะมีใครกำลังจับตามองเราอยู่ที่ไหนสักแห่ง
ผมว่าตรงบริเวณส่วนนั้นน่าจะดีกว่า ผู้หมวดวีระศักดิ์พูดพร้อมกับชี้มือไปยังบริเวณช่องทางที่ใช้หนีไฟ ที่อยู่เยื้องไปจากจุดที่พวกเขายืนกันอยู่
คนทั้งสองมองตามไปยังจุดที่ถูกเสนอมา ต่างมีความเห็นที่ตรงกันว่ามันน่าจะเหมาะสมกว่าที่จะมายืนคุยกันอยู่ตรงนี้ ผู้หมวดสาวก้าวเดินนำออกไปก่อน จากนั้นจึงตามติดมาด้วยผู้กองและผู้หมวดที่เดินรั้งท้าย ผู้หมวดวีระศักดิ์กำลังจับตาดูอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งสร้างความหงุดหงิดให้กับใครคนหนึ่ง ที่สวมใส่ชุดบุรุษพยาบาล ที่กำลังยืนแอบฟังอยู่ตรงมุมทางเดิน ก่อนถึงตัวห้องแลปเป็นอย่างมาก และก็เป็นคนที่เฝ้าจับตามองความเคลี่อนไหวคนของทางการ มาโดยตลอด ตั้งแต่ในห้องของคนไข้ที่เสียชีวิต
คนทั้งสามเดินมาถึงยังจุดที่ต้องการ ผู้หมวดอรนุชเดินนำเข้าไปยังช่องบริเวณนั้นก่อนแล้วจึงตามด้วยผู้กองพลวัฒน์ ส่วนผู้หมวดวีระศักดิ์นั้นยืนอยู่บริเวณด้านนอกช่องทางเดิน พร้อมกับหันมองบริเวณโดยรอบอีกครั้ง จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองกล้องวงจรปิดพร้อมกับใช้มือยกตรา

เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

สัญลักษณ์ทางราชการที่ห้อยอยู่ที่หน้าอกชูขึ้นไปยังกล้องตัวนั้น เผื่อคนที่นั่งดูกล้องอยู่จะได้รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เพื่อที่จะได้เลิกสงสัยกับพฤติกรรมที่ได้เห็น
พอเข้ามายืนในช่องทางเดินหนีไฟเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้หมวดอรนุชหันมาส่งขวดแก้วให้กับผู้กองพลวัฒน์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ในมือยังคงประคองแฟ้มเอกสารสำคัญอยู่ ผู้หมวดอรนุชจึงว่าเรื่องของเธอทันที ผลการตรวจ เธอหยุดพูดพร้อมกับแอมเสียงสั่นเครือนิดหน่อย ผลการตรวจดิฉันพบอะไร บางอย่างที่ผิดสังเกตภายในขวดน้ำเกลือ ทั้งสองขวดผลที่ได้มันเหมือนกับมีความหนาแน่นของน้ำธรรมดา ๆ เข้าไปผสมอยู่ด้วย ซึ่งดิฉันและคุณหมอที่ทำการตรวจผลอยู่ด้วยกัน ต่างสรุปเหมือนกันว่าต้องมีใครสักคนแอบฉีดสารอะไรบางอย่างปะปนเข้าไปในขวดน้ำเกลือ ซึ่งอาจจะเป็นสารพิษชนิดหนึ่ง ที่พอผสมเข้ากับน้ำแล้วปฏิกิริยาของมันจะดูกลมกลืน จนแยกไม่ออกเลยล่ะค่ะว่าอันไหนคือยาพิษและอันไหนคือน้ำ
ผู้กองหนุ่มได้ยินดังนั้นถึงกับผงะตกใจจ ากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองเพดานครุ่นคิดไปต่าง ๆ นาๆ แม้แต่คนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ยังต้องหันกลับมามองคนทั้งสองคุย เรื่องที่เขาได้ยินเมื่อตะกี้นี้ ใครกันมันช่างมีความสามารถได้ถึงขนาดนี้ผู้กองพลวัฒน์พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด พร้อมกับค่อย ๆ ลดใบหน้าของตัวเองลงมามองหน้าผู้หมวดสาว สารพิษชนิดนี้ผู้หมวด พอจะทราบไหมครับ ว่ามันเป็นลักษณะอย่างไร
อืม…” ผู้หมวดอรนุชครุ่นคิดอยู่สักพัก แล้วจึงตอบออกไป มันเป็นเหมือนยาพิษชนิดที่แบบไร้สีและไร้กลิ่น หากนำไปผสมกับน้ำหรือเครื่องดื่มประเภทใดก็ตามหากคนที่ดื่มกินเข้าไปไม่รู้ ก็อาจจะฆ่าชีวิตของเขาได้อย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวได้เลยคะ
ผู้กองหนุ่มค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าปอด แล้วจึงพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่คลายกังวลลงบ้าง คงต้องเก็บผลตรวจที่ได้นี้ เอาไว้ก่อนเพื่อเป็นข้อมูลหลักฐานอีกที เขาพูดขึ้นพร้อมกับจ้องมองขวดแก้วที่ถืออยู่ในมือของหญิงสาว ยังไงก็ต้องขอขอบคุณ ผู้หมวดอรนุชมากเลยนะครับ ที่อุตส่าห์มาช่วยงานในครั้งนี้ ขอบคุณมากครับ
ด้วยสีหน้าที่และคำพูดที่จริงจังที่ผู้กองพลวัฒน์พูดพร้อมกับจ้องมองมานั้น เล่นเอาผู้หมวดสาวถึงกับก้มหน้าก้มตาลง ด้วยความรู้สึกที่ดีใจปนเขินอายนิด ๆ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ดิฉันยินดีช่วยผู้กองเสมอ
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของผู้กองพลวัฒน์ดังขึ้น เรียกความรู้สึกผู้เป็นเจ้าของมันออกให้ออกมามาจากห้วงแห่งความรู้สึกที่อิ่มเอิบ หญิงสาวที่ยืนอยู่กับเขาถึงกับรู้สึกหงุดหงิดว่าใครกันที่โทร.เข้ามาคัดจังหวะเธอ ผู้กองพลวัฒน์ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกงยีนส์พร้อมกับกดรับสายโดยไม่ได้สังเกตุดูหมายเลขที่โทร.เข้ามาเลยแม้แต่นิดเดียว
สวัสดีครับ
Rock N’Roll Dream Come Throug

สวัสดีครับผู้กอง ผมหมู่แม็คครับ
ว่าไงหมู่แม็คเจอนางพยาบาล คนเมื่อคืนแล้วเหรอยัง
ยังครับ แต่ตอนนี้พวกผมอยู่หอพักที่นางพยาบาลคนนั้นพักอยู่ครับ ลองสอบถามเจ้าของหอพักแล้ว เขาบอกว่ายังไม่เห็นคุณพยาบาลนิดหน่อย กลับมายังหอพักเลยครับ
ผู้กองพลวัฒน์ถึงกับนิ่งเงียบไปกับข้อมูลที่ลูกน้องของเขาแจ้งเข้ามา ท่ามกลางสายตาของของผู้หมวดอรนุชที่ยืนจ้องมองเขาอยู่เหมือนกับกำลังรอคำตอบ จนคนสนิทของเขาถึงกับต้องเดินเข้ามาถาม เกิดอะไรขึ้นเหรอครับผู้กอง
 แย่แล้วล่ะผู้หมวดวีระ
ทำไมครับ เกิดอะไรขึ้นกับคนของเราเหรอครับ ผู้หมวดวีระศักดิ์ถามด้วยความสงสัย
คนของเราแจ้งมาว่า นางพยาบาลคนเมื่อคืนยังไม่ได้กลับไปที่พักของเธอ
ผู้หมวดวีระศักด์ถึงกลับผงะกับคำพูดที่ได้ยิน จากหัวหน้าของเขาแล้วพร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด ถ้าเธอยังไม่กลับไปที่พัก แล้วนี่เธอหายไปไหน
เธออาจจะไปเดินห้างฯ อยู่ก็ได้มั้งค่ะ ผู้หมวดสาวพูดชี้แจง
มันก็อาจจะเป็นไปได้ ผู้กองพลวัฒน์ตอบรับ กับความคิดเห็นที่ผู้หมวดสาวเสนอ แล้วจึงหันไปพูดกับคนที่อยู่ทางปลายสายสัญญาณโทรศัพท์อีกครั้ง งั้นเอาอย่างนี้นะหมู่แม็ค รอผมอยู่ที่นั่นก่อนเดี๋ยวผมจะตามไป อ้อ ว่าแต่พวกคุณอยู่ที่ไหนกันเหรอ
จุดที่พวกผมอยูตอนนี้คือหอพักที่นางพยาบาลนิดหน่อยมาเช่าอยู่ครับ ละแหวกแถวนี้เขาเรียกกันว่าหมู่บ้านนิรันดร์ ซึ่งมีหอพักเยอะมากเลยครับ และมีทางเข้าค่อนข้างหลายเส้นทางที่จะมาถึงที่นี่ได้ ถ้าผู้กองจะมาให้สะดวกที่สุด ควรมาถนนเส้นศรีนครินท์ แล้วเข้าซอยตรงข้ามกับห้างซีคอนฯ ดีกว่าครับ
ไม่เป็นไรหมู่แม็ค ผมเคยผ่านไปแถวนั้น ขอบคุณมากเดี๋ยวผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ผู้กองพลวัฒน์พูดพร้อมกับกดวางสายมือถือและใส่เก็บเข้ากระเป๋ากางเกงตามเดิม แล้วหันมาพูดกับคนทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้า เราคงต้องไปกันแล้วล่ะ
ครับ ผู้กอง ผู้หมวดวีระศักดิ์รับคำอย่างหนักแน่น
ผู้กองพลวัฒน์หันมาพูดกับผู้หมวดสาวที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เขา จะไปด้วยกันไหมครับ
เมื่อเธอถูกกล่าวชวนให้ร่วมงานนี้ อีกครั้งมีเหรอที่เธอจะปฏิเสธคนที่อยู่ตรงหน้า ค่ะ
ดีนั้นไปกันเลยแล้วกัน สิ้นเสียงผู้กองหนุ่มเขาก็ก้าวเดินนำทุกคนออกไป โดยที่หารู้ไม่ว่ามีใครคนหนึ่งที่แอบมองการกระทำของพวกเขาอยู่กำลังรายงานผลที่เกิดขึ้น ผ่านทางหูฟังที่เหน็บอยู่ที่ใบหูไปยังคนที่ว่าจ้างเขามาอีกที

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

Rock N’Roll Dream Come Throug
๒๐
                ท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์กลางแห่งการสัญจรทางอากาศของเมืองไทย ที่รองรับเครื่องบินนานาชนิด ที่ใช้บรรทุกผู้โดยสารแต่ละประเทศที่สนใจจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในดินแดนสยามแห่งนี้ ผู้คนมากมายต่างเดินขวักไขว่ปะปนกันไปมาไม่ว่าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
                ภายในอาคารที่รองรับผู้โดยสาร ที่เดินทางเข้าประเทศ ปรากฏภาพของผู้หญิงคนหนึ่ง ท่ามกลางผู้โดยสาร ที่ใครต่อใครต่างเห็นเข้า เป็นต้องจับตามองเธอเป็นตาเดียว อาจจะเป็นเพราะการแต่งตัวของเธอ คล้ายคลึงกันกับศิลปินชื่อดังคนหนึ่งของอเมริกา ในตอนนี้ ถ้าพูดถึงศิลปินหญิงแนวป๊อปที่กำลังมาแรงแห่งปี รวมทั้งแฟชั่นในการแต่งตัวของเธอด้วยแล้ว ช่างเป็นอะไรที่ท้าทายต่อสายตาของใคร ๆ มากมาย โดยเฉพาะพวกผู้ชาย ถ้าลองได้เห็นเข้าต่างคงต้องหยุดชายตามองเธอเป็นตาเดียวอย่างพลาดไม่ได้ และคงจะคิดกันไปว่าเธอคือ เลดี้ กาก้า๑๔
เธอผู้นี้มีลักษณะผิวขาวหน้าตาสละสวย จากการเมคอัพสวมแว่นตากรอบดำลำตัวก้านสีขาว รูปร่างผอมเพรียว ความสูงของเธออยู่ที่ประมาณเกือบหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ทำผมหน้าม้ากัดผมสีขาว ที่ยาวเกือบถึงกลางหลัง สวมเสื้อแจ็คเกตแขนยาวคอปกสีเขียวเข้มเคลือบมัน เพื่อให้สีสันของตัวเสื้อดูจัดจ้านขึ้น มีช่องซิบบริเวณหน้าอกและข้างลำตัว ภายใต้เลื้อแจ็คเก็ตที่ใส่คลุมนั้นสวมเสื้อก้ามสีขาวที่ยาวถึงเอวลักษณะคอเว้า เผยให้เห็นเนินเนื้อบริเวณหน้าอกที่ขาวนวลเนียน ที่เบียดชิดเข้าหากัน เนินเนื้อในส่วนนั้นสวมยกทรงที่ช่วยดันทรงบีบรัดให้มันดูกระชับเข้ารูปยิ่งขึ้นบนตัวเสื้อมีลวดลายข้อความข่าว จากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสกรีนปะปนซ้อนกันไปมา สวมกางเกงยีนส์ขาสั้น ที่พับขาขึ้นมาอยู่ใต้บริเวณก้น ภายใต้กางเกงขาสั้นสวมถุงน่องสีเนื้อ แบบบางถ้าไม่สังเกตดี ๆ คงคิดว่าคือเนื้อหนังแท้ ๆ สวมร้องเท้าหนังทรงสูงถึงหน้าแข้ง ปลายหัวแหลม กำลังเดินลากกระเป๋าเดินทางใบย่อม ๆ ด้วยท่าทางที่สง่าผ่าเผย ด้วยใบหน้าที่เชิดตรงอย่างมั่นอกมั่นใจโดยไม่สนใจต่อสายตาของคนรอบข้างที่มองมา
                สักพักเธอจึงหยุดยืนมองซ้ายมองขวา เพื่อมองหาสัญลักษณ์อะไรที่ใช้บ่งบอกว่าจะมีคนมารับเธอกลับบ้าน เมื่อเพ่งมองไปมาไม่พบเจอใครสักคนที่จะมารับตามเวลาที่กำหนดไว้ เธอชักเริ่มรู้สึกหงุดหงิดถึงขนาดกับชักแว่นตาที่สวมใส่อยู่ออกอย่างหัวเสีย ปล่อยมือจากที่จับกระเป๋าเดินทางให้มันตั้งอยู่ข้างตัว แล้วเสียง ๆ หนึ่งก็ดังมาจากข้างหลังเธอ คุณกิ๊กกี๋ใช่ไหมครับ หญิงสาวหัน

๑๔.Lady Gaga ศิลปินหญิงชาวอเมริกัน ที่โด่งดังทั้งในด้านการร้องเพลงและการแต่งตัวที่สร้างกระแสแฟชั่นแห่งยุคปี 2000
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

ไปมองตามเสียงนั้นทันที เธอขานรับชายตรงหน้าอย่างหัวเสีย ใช่ ฉันเอง แกใช่ไหมที่คุณพ่อสั่งให้มารับฉันน่ะหึ
ครับผม คนที่มารับยืนก้มหน้าก้มตาพูดด้วยเสียงอ่อย ๆ
แล้วนี่แกไปไหนมาหึ ถึงได้กล้าปล่อยให้ฉันยืนคอยอยู่ได้ เจ้าหล่อนยังคงโวยวายไม่เลิกท่ามกลางสายตาของคนที่เดินผ่านไปมา
ขอโทษทีครับ พอดีผมไปห้องน้ำมาครับ คนที่มารับยังคงก้มหน้าก้มตาพูดต่อไป
ได้ยินดังนั้นกิ๊กกี๋ถึงกับฉุกคิดพร้อมกับเอียงหน้า มองสำรวจคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เส้นผมที่หยักศกตัดรองทรงต่ำ ผิวสีแทน ลำตัวเขาสูงกว่าเธอเล็กน้อย สวมชุดสูทสีดำทับเสื้อเชิตสีขาวแขนยาว สวมร้องเท้าหนังคัดมันที่แทบจะส่องเห็นใบหน้า เธอเอ่ยถามเพื่อเป็นการลองภูมิอะไรบางอย่างกับคนที่มารับเธอ
นี่แกรู้ได้ยัง ว่าฉันชื่อกิ๊กกี๋
พอดีเสี่ยท่านบอกผมไว้ครับ
นี่เวลาแกคุยกับฉันน่ะเงยหน้าขึ้นมาได้ไหม ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างนั้น กิ๊กกี๋พูดใส่อารมณ์กับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ด้วยความรู้สึกที่ไม่พอใจและยังคงพูดจากระแทกกระทั้นแดกดันอย่างไม่ยั้งต่อไป แล้วที่บอกเสี่ยให้มารับน่ะ เสี่ยไหนฉันไม่ใช่ผู้หญิงอย่างว่านะ
เอ่อ เสี่ยนรสิงห์ คุณพ่อของคุณไงครับ ชายผู้มารับค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นพูดกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า โดยค่อย ๆ ไล่โล้มเลียสายตาของตนมองหล่อน ตั้งแต่ต้นขาขึ้นมาจนถึงบริเวณหน้าอกที่เล่นเอาเจ้าตัวถึงกับผงะ และเผลอจ้องมองบริเวณส่วนนั้นที่มันดูใหญ่กว่าปกติเสียนาน
นี่ แกอะไรอยู่ หึ
นมเอ้ย เปล่าครับ ชายผู้มารับตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ บวกกับอาการที่สะดุ้งพร้อมกับส่ายหน้าไปมา
กิ๊กกี๋ยืนกอดอกพร้อมกับหลีตามองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เหมือนกับกำลังสงสัยอะไรบางอย่างอยู่อีก เล่นเอาคนที่ถูกมองถึงกับค่อย ๆ เอียงหน้าหลบ แต่เธอก็ยังมิวายที่จะมีคำถามอีก
แล้วนี่แกสังเกตฉันจากอะไร ถึงได้รู้ว่าฉันคือคนคนเดียวกับ ที่คุณพ่อสั่งให้แกมารับ
จากรูปถ่ายใบนี้ครับ ชายผู้มารับเอ่ยขึ้นพร้อมกับชูรูปถ่ายที่ถืออยู่ในมือ
เจ้าหล่อนเห็นรูปถ่ายของตัวเองที่ยับยู่ยี้ถึงกับหัวเสียโวยเสียงดังกว่าเดิม จนทำให้รปภ.ที่เดินตรวจตราบริเวณแถวนั้นถึงกับหันมามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นี่แก ไปทำอะไรกับรูปถ่ายของฉันมา มันถึงได้เปียกยับซะขนาดนั้น
พอดีผมทำตกในห้องน้ำครับ ต้องขอโทษด้วยครับ

Rock N’Roll Dream Come Throug

สับเพร่าจริง ๆ กิ๊กกี๋ยังคงบ่นอย่างหัวเสียไม่เลิก ว่าแต่แกทำหล่นในห้องน้ำจริง ๆ นะ ไม่ใช่เอาไปทำอะไรอย่างอื่นมา เธอพูดพร้อมกับนึกไปถึงภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอเคยเห็นการกระทำที่พิเรน ๆ ขณะที่กำลังไปเที่ยวผับกับเพื่อน ๆ ในตอนที่ยังอยู่เมืองนอก ขณะที่เธอเดินรั้งท้ายคนในกลุ่ม บังเอิญเธอหันไปเห็นอะไรบางอย่างที่ขยับเขยือนอยู่ในมุมแสงไฟสลัว ๆ ข้าง ๆ ผับแห่งหนึ่ง ภาพที่เห็นเป็นผู้ชายผิวขาวร่างใหญ่คนหนึ่ง กำลังยืนอยู่ข้างกำแพงและกำอะไรสักอย่างคล้าย ๆ รูปถ่ายอยู่ในมือขวา ขณะปฎิบัติภาระกิจอยู่กับของของตัวเองอยู่ กิ๊กกี๋เผลอสบตากับเขาเข้าพอดี เขาก็มีหน้าตาที่เปี่ยมสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับส่งยิ้มน้อย ๆ ให้เธอ เล่นเอาเธอต้องเบือนหน้าหนีด้วยความสะอิดสะเอียนกับภาพที่ได้เห็นและรีบเดินตามกลุ่มเพื่อน ๆ ของเธอไป
                เอ่อ คิดอะไรอยู่เหรอครับ คุณหนู คนที่มารับเรียกเธอให้ตื่นขึ้น จากภาพความหลังครั้งเก่า กิ๊กกี๋ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองหน้าคนที่มารับ  
จะคิดจะเคิดอะไร มันก็เรื่องของฉัน แล้วกิ๊กกี๋ก็เปลี่ยนเรื่องคุย งั้นเอาอย่างนี้ แกชื่ออะไร
                ผมชื่อเถิดครับ
                ดี งั้นแกช่วยลากกระเป๋าของฉันไปขึ้นรถด้วย ลากดี ๆ ล่ะ นายเถิด
                เถิดรับคำอย่างกุลีกุจอเดินไปยังกระเป๋าเดินทางที่ตั้งอยู่ข้างตัวกิ๊กกี๋ สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่ตรงต้นขาและก้นที่ง้อนได้ที่ของเจ้าหล่อนอย่างไม่วางตา แล้วก็หยุดยืนนิ่งไปอีก ซึ่งเจ้าหล่อนเห็นแล้วสร้างความรู้สึกรำคาญใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก กิ๊กกี๋จึงพูดขึ้นอย่างหัวเสียอีกครั้ง รถล่ะ รถอยู่ไหน
                อยู่บริเวณทางด้านโน้นครับ เถิดพูดพร้อมกับชี้ไปยังบริเวณทางออก
                ก็เดินนำไปสิ ยืนมองหาอะไรอยู่ได้
ครับ ครับ คุณหนู เถิดพูดพร้อมกับออกเดินนำทาง ซึ่งกิ๊กกี๋ก็เดินตามออกไป
เมื่อคนทั้งคู่เดินมาถึงรถเบนซ์ไฟสี่ตาคันสีดำ เถิดรีบเปิดประตูตอนหลังให้กับหญิงสาวขึ้นรถไปก่อน แล้วจึงรีบปิดประตูทันที เมื่อกิ๊กกี๋นั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว เธอหันมองโน้นมองนี่ผ่านทางแว่นตาดำที่ยกขึ้นสวมใส่อีกครั้ง โดยไม่ได้สนใจอะไรกับคนที่มารับ เถิดลากกระเป๋ามาไว้ที่เบาะหลังใกล้ ๆ กับที่หญิงสาวนั่งอยู่ตามที่เธอได้สั่งไว้ หล่อนหันมามองเขานิดนึงช่วงนำกระเป๋าขึ้นมาวางใกล้ ๆ เธอ จากนั้นกิ๊กกี๋จึงเบือนหน้าไปมองวิวทิวทัศน์ทางอื่นต่อไป เถิดปิดประตูอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็เดินไปเปิดประตูของคนขับก้าวเข้าไปนั่งประจำที่พร้อมกับดึงประตูรถเข้ามาปิดตามเดิมและดึงสายรัดเข็มขัดนิรภัยมาคาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงสต๊าทรถขับเคลื่อนออกจากสนามบินไป
ระหว่างที่กำลังเดินทางอยู่บนถนนอยู่นั้น หญิงสาวที่นั่งอยู่ทางตอนหลังก็ตะโกนเรียก
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

คนขับรถของเธอเพื่อต้องการอะไรสักอย่างจากเขา นี่นายเถิด ขอยืมโทรศัพท์มือถือหน่อยสิ
เถิดกำลังขับรถได้ยินเสียงเรียกดังนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมองกิ๊กกี๋ผ่านทางกระจกมองหลัง มือถือเหรอครับ จะเอาไปทำอะไรครับ
ฉันก็แค่อยากจะยืมโทร.หาเพื่อนฉันหน่อย ก็แค่นั้นได้ไหม
อ๋อ ได้ครับ เดี๋ยวผมหยิบให้ เถิดรับคำพร้อมกับละสายตาจากกระจกมองหลัง ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงส่งยื่นให้กับเธอ กิ๊กกี๋โน้มตัวมาข้างหน้าเอือมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือจากเถิด แต่เผอิญรถดันตกหลุมกิ๊กกี๋จึงเซถลา หน้าอกไปกระแทกเข้ากับมือของเถิดเข้าอย่างจัง เล่นเอาเธอถึงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด โอ๊ย
คนขับรถพอมือของเขาไปสัมผัสโดนส่วนอะไรที่นิ่ม ๆ เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อหล่อนรับโทรศัพท์มือถือมาจากเถิดมาแล้ว หล่อนก็จ้องมองเขาด้วยหน้านิ่ง ๆ ทั้งที่ยังสวมแว่นตาอยู่ พร้อมกับพูดติเตียนแบบน้ำเสียงขึ้นจมูก ขับรถให้มันดี ๆ หน่อยสิ มันเจ็บน่ะรู้ไหม
เจ็บมากไหมครับ เถิดถามขึ้นด้วยความห่วงใยระคนปลาบปลื้ม ที่ส้มหล่นมาโดนมือ พอมีอะไรที่ผม จะช่วยได้บ้างไหมครับ
ทะลึ่ง ไม่ต้องเลย ขับรถไป กิ๊กกี๋ตำหนิติเตียนอย่างเสียงแข็ง พร้อมกับเบนหน้าไปมองบรรยากาศด้านนอกของตัวรถเหมือนกับกำลังใช้ความคิด แล้วเธอก็นึกไม่ออก เธอจึงหันกลับไปทางกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่ข้าง ๆ เธอวางโทรศัพท์มือถือลงตรงบริเวณช่องขา ด้านหน้าบริเวณขากางเกงยีนส์ตัวจิ๋ว โดยที่ไม่ได้สังเกตเลยว่าคนขับรถนั้นตาของเขาจ้องเพ่งมองโทรศัพท์ฯ ที่อยู่ตรงส่วนนั้นโดยผ่านทางกระจกมองหลังอย่างแช่มชื้นในความรู้สึก กิ๊กกี๋เอื้อมมือเปิดซิบกระเป๋าเดินทางด้านหน้าหยิบเอาสมุดจดเบอร์โทรศัพท์เล่มขนาดกระถัดรัดสีสันสดใสขึ้นมา ซึ่งในนั้นมีรายชื่อที่เป็นฝรั่งอยู่เยอะแยะมากมาย เธอค่อย ๆ เปิดไล่ไปทีละหน้า เพื่อที่จะหารายชื่อของใครคนหนึ่งที่ต้องการติดต่อตามที่คิดไว้ เมื่อพบเจอรายชื่อคนดังกล่าวแล้ว เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหมายเลขเบอร์โทร.ของคน ๆ นั้นอย่างว่องไว
                เมื่อได้ยินเสียงทางปลายสายกิ๊กกี๋ชิงพูดขึ้นทันที ไฮเพียว นี่กิ๊กกี๋เอง จำได้ไหม
                ทางปลายสายถามกลับมา กิ๊กกี๋ ไหนเหรอ
โธ่ จำไม่ได้แล้วหรือไง กิ๊กกี๋เพื่อนเรียนปริญญาโท ที่อเมริกากับเธอไง
                ทางปลายสายนิ่งเงียบไป เหมือนกับกำลังคิดอยู่ว่าคนที่โทร.มาหานั้นเคยเจอกันยังสถานที่ที่คนโทร.เข้ามานั้นพูดจริงเหรอเปล่า คนทางปลายสายเหมือนคิดได้แล้วก็พูดขึ้น อ๋อ จำได้แล้ว นี่กลับมาเที่ยวเมืองไทยเหรอ
                ใช่จ้า กิ๊กกี๋ตอบอย่างเสียงใส ระคนด้วยความเบื่อที่ทางปลายสายรู้สึกช้ามาก
                Rock N’Roll Dream Come Throug

และคิดยังไงถึงโทร.มาล่ะ
                ไม่ให้โทร.หาเธอแล้ว จะให้โทร.หาใครกันล่ะ เพื่อนคนไทยฉันมีซะที่ไหนถ้าไม่ใช่เธอ
                ขอโทษที มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอว่ามาได้เลย
สองสาวต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน กับการระลึกถึงความหลังครั้งเก่า ๆ สมัยที่เรียนอยู่ด้วยกันที่ต่างประเทศ  ส่วนคนขับรถก็ขับไปอย่างมีความสุข ขณะที่เฝ้ามองสาวสวยเป็นระยะ ๆ ผ่านทางกระจกมองหลัง เมื่อทั้งสองสาวคุยตกลงนัดแนะในการเจอกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หล่อนก็กดปุ่มวางโทรศัพท์มือถือ ส่งคืนให้กับคนขับรถพร้อมกับเอ่ยเสียงใส ๆให้กับเขาด้วย ขอบใจมากนะ นายเถิดแต่เธอก็มิวายรำพึงรำพันด้วยอารมณ์เสีย ขณะที่มองออกไปยังนอกหน้าต่างรถที่เห็นรถติดแน่นขนัด ทำไมเมืองไทยรถมันถึงได้ติดนัก ก็ไม่รู้น่าเบื่อชะมัดเลย คุณพ่อน่าจะซื้อบ้านอยู่ใกล้ ๆ สนามบิน
พอฝ่ามรสุมรถติดมาได้แล้ว รถเบนซ์คันดังกล่าวเคลื่อนเข้ามาจอดยังประตูทางเข้าที่สูงใหญ่ตระหง่านที่กำลังปิดอยู่ เป็นประตูลูกกรงสีขาวพอจะมองเห็นเข้าไปในบริเวณบ้านที่กว้างใหญ่และตัวบ้านที่สร้างสไตล์ยุโรปหลังใหญ่สีขาว และจำนวนรถยนต์ที่จอดอยู่ข้างในสามถึงสี่คันมีทั้งรถเก๋งและรถตู้ที่เป็นยี่ห้อเดียวกัน ทั้งหมดเหมือนอย่างรถคันที่จอดอยู่หน้าประตู
                ประตูบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกอย่างอัตโนมัติ เมื่อมันถูกเปิดออกจนสุดแล้ว เถิดนำรถขับเคลื่อนเข้าไป และประตูก็ค่อย ๆ ปิดลงตามเดิม คนที่อยู่ภายในบ้านก้าวเดินออกมาด้วยกันถึงสองคนเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ฝ่ายชายพอเห็นลูกสาวก็รีบเดินลงบันไดไปหาพร้อมกับยกแขนทั้งสองขึ้น สวมกอดหญิงสาวตรงหน้า ยินดีต้อนรับกลับบ้านจ๊ะ กิ๊กกี๋ลูกพ่อ
                กิ๊กกี๋โผเข้ากอดพ่อของเธอพร้อมกับพูดขึ้นอย่างมีความสุข ไฮ คุณพ่อ
                สองพ่อลูกสวมกอดกันอย่างแนบแน่น หลังจากที่ห่างหายกันไปนาน เป็นยังไงบ้างลูกรักของพ่อ เสี่ยนรสิงห์พูดพร้อมกับดึงลูกสาวของตัวเองออกจากอ้อมอก สองมือยังคงจับอยู่ที่หัวไหล่
สบายดีค่ะ คุณพ่อ           
ดูลูกผอมไปนะ รู้ไหม เสี่ยนรสิงห์มองสำรวจเรือนร่างของลูกสาว แล้วจึงเอ่ยขึ้นเป็นเชิงตำหนิ เหรอว่าคนทางโน้นเลี้ยงดูไม่ดี กลับมาอยู่กลับพ่อก็ได้นะลูก
                คุณพ่อกำลังโทษ คุณแม่อยู่นะค่ะ กิ๊กกี๋พูดด้วยน้ำเสียงประชด
                เสี่ยนรสิงห์นิ่งอึ้งไปสักพัก เมื่อลูกสาวเอ่ยถึงภรรยาที่หย่าร้างกันไปนานแล้ว และนำลูกสาวของตน เพียงคนเดียวไปอยู่ด้วย ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก เมื่อผลจากการฟ้องหย่าในครั้งนั้นเกิดขึ้นและสิทธิ์ในการดูแลบุตรสาวตกเป็นของอดีตภรรยาไป
                โกรธเหรอค่ะ หนูขอโทษค่ะคุณพ่อ กิ๊กกี๋โผเข้ากอดพ่อของเธอ อย่างเคล้าคลอเคลียคล้ายลูกแมวที่กำลังออดอ้อน ที่จะขออะไรบางจากผู้เลี้ยง เมื่อเห็นสีหน้าผู้เป็นพ่อดูเงียบขึมไป
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย
               
เสี่ยนรสิงห์ค่อย ๆ คลายสีหน้าลง แล้วดึงลูกสาวออกจากอ้อมอกอีกครั้ง อย่าไปพูดถึงอีกเลยลูก เสี่ยนรสิงห์มีสีหน้าที่สดชื่นอีกครั้ง พร้อมกับถามลูกสาวด้วยความห่วงใย ว่าแต่มาเหนื่อย ๆ กินอะไรมาเหรอยัง พ่อให้คนในบ้านทำอาหารไว้ให้เยอะแยะเลย
                จริงเหรอค่ะ กิ๊กกี๋พูดพร้อมกับเอามือลูบไปทั่วบริเวณท้องของเธอ กิ๊กกี๋ยังไม่ได้กินอะไรเลยหิวมากค่ะ คุณพ่อ
                ถ้าหิ้วอย่างนั้นก็ขึ้นไปกินอะไรบนบ้านกันเลยดีกว่าลูก เสี่ยนรสิงห์พูดพร้อมกับหันไปสั่งเถิดที่ยืนอยู่ข้างรถเบนซ์ ไม่มีอะไรแล้ว เอารถไปเก็บได้เถิด
                ครับนาย ลูกน้องคนสนิทขานรับคำพร้อมกับเปิดประตูรถ จากนั้นเขาจึงฉุกคิดขึ้นได้ว่า หญิงสาวที่นั่งมาในรถด้วยนั้นลืมของเอาไว้ เขาจึงเอ่ยถามขึ้น แล้วกระเป๋าเดินทางที่อยู่ในรถล่ะครับ
                หือ มีของมาด้วยเหรอ จะขนมาทำไมก๊าน ที่บ้านพ่อมีของเตรียมไว้ให้ลูกเยอะแยะไม่น่าขนมาให้ลำบาก เสี่ยนรสิงห์ปรารภ
                อ้อ ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่เครื่องสำอางนิดหน่อยเอง
                จบประโยคของหญิงสาวเล่นเอาเถิดถึงกับอึ้งกับเครื่องสำอางที่อยู่ในกระเป๋าใบนั้น ที่เขากำลังยกมันลงจากรถ เพราะมันหนักพอสมควร
ป่ะ ลูกไปกินข้าวกัน ส่วนข้าวของเดี๋ยวให้เด็กของพ่อมันขนขึ้นไปให้เสี่ยนรสิงห์พูดพร้อมกับเดินเข้ามาโอบไหล่ลูกสาว
ค่ะ คุณพ่อกิ๊กกี๋พูดพร้อมกับโอบเอวพ่อเธอ
ในขณะที่สองพ่อลูกต่างประคองกันเดินขึ้นบันไดไปนั้น ก็ได้เดินผ่านผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนรออยู่ เสี่ยนรสิงห์จึงแนะนำลูกสาวของตนให้รู้จักผู้หญิงคนดังกล่าว นี่คือฟ้ารุ่ง ผู้ช่วยงานของพ่อหญิงผู้ถูกแนะนำตัวส่งยิ้มให้กับลูกสาวของเขาอย่างอ่อนโยน
ส่วนกิ๊กกี๋กับมองหน้าผู้หญิงที่พ่อของเธอแนะนำด้วยหางตาอย่างเยียดหยาม ก่อนจะพูดแบบเสียงกระแทก ๆ สวัสดีค่ะเล่นเอาผู้หญิงที่ยืนอยู่ถึงกับหุบยิ้มทันที
ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะ หนูกิ๊กกี๋เสี่ยนรสิงห์พูดตักเตือนลูกสาว
พ่อค่ะ ไปกันเถอะค่ะ หนูหิวแล้วนะค่ะ กิ๊กกี๋พูดอย่างออดอ้อนพร้อมกับดึงมือพ่อของเธอให้เดินเข้าไปในบ้าน
โดยที่เสี่ยนรสิงห์ก็ยอมเดินตามเข้าไปด้วยรอยยิ้มและด้วยความรักในตัวลูกสาวเป็นอย่างมาก จนลืมชักชวนผู้หญิงที่ยืนอยู่ให้เข้ามาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ฟ้ารุ่งพยายามไม่ใส่ใจกับการกระทำของเด็กที่ไร้ซึ่งการอบรม แล้วเธอจะเป็นผู้สั่งสอนหล่อนเสียเอง ฟ้ารุ่งคิดอย่างนั้นพร้อมกับก้าวเดินตามนายของตนเข้าไปภายในตัวบ้าน

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

Rock N’Roll Dream Come Throug
๑๙
ผั๊วะผั๊วะผั๊วะตุ๊บตุ๊บตุ๊บ…”                                                                                                
“- -หือ หมัดหนักชะมัด--”
“- -ไม่ใช่หมัดอย่างเดียวนะเว้ย ดูขาตอนเต๊ะกระสอบทรายสิ เล่นซะสั่นกระเพื่อมขนาดนั้น ถ้ากระสอบทรายเป็นคน ไม่อยากจะคิดเลยว่ะ ว่าจะมีสภาพเป็นเช่นไร--”
“- -ใครได้ไปเป็นแฟน จะไหวไหมว่ะเนี่ย --”
“- -นั่นสิ ถ้าทำให้แม่ไม่ถูกใจ หรือคัดใจหล่อนแม้แต่นิดเดียวมีหวัง ไม่อยากคิดเลยกู--”
“- -เฮ้ย แต่กูว่าสวยดุอย่างนี้ดี ถ้าได้มาเป็นเมียชีวิตคู่คงจะมีรสชาติขึ้นเยอะ--”
“- -รสชาติเลือด กรบปากล่ะสิมึง--”
เสียงที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาหนุ่ม ๆ ที่ต่างยืนจับจ้องมองมาที่แม่งามคนหนึ่ง ที่ผิวขาวเนียน เส้นผมของเธอยาวตรง รวบมัดเป็นหางม้าพร้อมกับขาดผ้ายางยืดสีดำที่รอบศีรษะตรงบริเวณหน้าผาก เพื่อช่วยในการซับเหงื่อ สวมเสื้อก้ามรัดรูปสีดำที่ยาวลงมาปิดถึงใต้ บริเวณเนินอกสวมกางเกงวอร์มเข้ารูปสีดำที่ยาวลงมาเกือบถึงหน้าแข้ง สวมรองเท้าผ้าใบสีดำ ด้วยทรวดทรงที่ดูดีเช่นนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่มาออกกำลังที่ศูนย์กีฬาของทางราชการ ต่างต้องมองเหลียวหลังหรือไม่ก็หยุดยืนดูเธอออกกำลังกายกระหน่ำ อัดกระสอบทรายที่แขวนห้อยอยู่ตรงหน้าอย่างเมามันส์เหมือนกับว่าเธอกำลังโกรธใครมาเป็นสิบปี ถึงได้มาระบายลงกับกระสอบทรายเจ้ากรรมที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เช่นนี้ ไม่ว่าจะท่าเต๊ะหรือต้อยเป็นอะไรที่ดูมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก
สักพักเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่ในกระเป๋าใส่เสื้อผ้าที่เปิดซิบค้างไว้อยู่บนเก้าอี้ใกล้ ๆ ที่เธอออกกำลังกาย ร้องบอกเตือนให้รู้ว่ามีใครคนหนึ่งต้องการคุยกับเธอด้วย เธอจึงหยุดอัดกระสอบทรายเป็นการชั่วคราว แล้วจึงเดินไปยังกระเป๋าที่วางอยู่ด้วยความรู้สึกที่ตะงิด ๆ นิด ๆ กับสายตาที่เฝ้าจ้องมองมา เธอจึงหยุดเดินพร้อมกับหันไปชำเลืองมองคนที่อยู่รอบข้าง โดยใช้แค่หางตาเพียงเท่านั้น เล่นเอาบรรดาชายหนุ่มที่นั่งหรือยืนอยู่กับอุปกรณ์ที่ตนกำลังใช้ออกกำลังกาย ต่างก้มหน้าก้มตาเล่นกันเหมือนเดิมอย่างเป็นปกติ ส่วนบางคนก็ทำเป็นเดินมองโน้นมองนี่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากที่ลานชีวิตของแต่ละคนหยุดไปชั่ว ขณะพอเจอไขด้วยแววตาที่มองเหมือนอาฆาตมาดร้ายเข้า ทุกชีวิตก็ขยับเขยือนได้ตามปกติ เธอส่ายหน้าไปมาอย่างรู้สึกเอือมระอากับอะไรบางอย่าง แล้วจึงก้มลงไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ยังร้องไม่เลิก เพื่อดูว่าเป็นเบอร์ของใคร เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของใคร พร้อมรูปถ่ายที่หันเอียงด้านข้างของใบหน้าที่เหมือนกับแอบถ่ายมา เล่นเอา

เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

เจ้าของมือถือถึงกับอมยิ้มอย่างมีความสุข เธอชื่นชมรูปนั้นอยู่สักพัก แล้วจึงพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้กลับเป็นปกติตามเดิม แล้วจึงกดเบอร์รับสายนั้นพร้อมกับกรอกเสียงตัวเองลงไป
                สวัสดีค่ะ ผู้กอง หญิงสาวเอ่ยทักทายคนที่โทร.เข้ามาก่อน ด้วยน้ำเสียงที่ดูหนักแน่น
                สวัสดีครับ ผู้หมวดอรนุช ทางปลายสายขานรับ
                มีอะไรเหรอค่ะ ถึงได้โทร.มาหาดิฉัน
                พอดีมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น อยากให้คุณมาช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ
                เรื่องอะไรเหรอค่ะ ที่คนเก่งอย่างผู้กองพล ทำไม่ได้ ถึงได้โทร.มาหาดิฉัน
                งานอย่างนี้ผมไม่ค่อยถนัดน่ะครับ ถึงต้องไว้ว่านให้หมวดสาวแสนสวยประจำกรมฯ อย่างคุณมาช่วยดูให้
                คำพูดที่ทางปลายสายพูดทิ้งท้ายเล่นเอาหญิงสาวถึงกับหน้าแดง เหมือนลูกตำลึงสุก
                ได้ไหมครับ ทางปลายสาย ยังคงลุกเล้าต่อไป
                หญิงสาวรู้สึกสะดุ้งตื่นจากฝันหวานชั่วขณะ พร้อมกับสะบัดหน้าไปมา เพื่อเรียกความรู้สึกเดิมกลับคืน แล้วจึงตอบทางปลายสายไปอย่างหนักแน่นพร้อมกับพยักหน้าไปด้วย ค่ะได้ค่ะ ตอนนี้ผู้กองอยู่ที่ไหนค่ะ
                โรงพยาบาลแถวย่านบางนา-ตราด ถ้าคุณเดินทางใกล้มา ถึงลองโทร.หาผมอีกที ผมจะบอกให้ว่าอยู่โรงพยาบาลไหน
                ค่ะ ดิฉันขอเตรียมตัวก่อน แล้วจะรีบไป
                เพิ่งตื่นเหรอครับ
                ตื่นนานแล้วค่ะ กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่
                รีบ ๆ มาให้ได้นะครับ ผมจะรอ
                ค่ะ
จบประโยคการสนทนา เธอจึงกดปุ่มวางสายโทรศัพท์มือถือด้วยความรู้สึกที่ดีใจที่จะได้มีโอกาสทำงานอยู่ใกล้กับคนที่เธอแอบชอบอีกครั้ง ผู้หมวดสาวก้มลงมองโทรศัพท์ที่ถืออยู่ในมืออีกครั้งด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองเพดานพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าอย่างเต็มที่ แล้วจึงหมุนตัวยกเท้าขวาขึ้นเต๊ะกระสอบทรายตรงหน้าอย่างเต็มแรง เหมือนเป็นการแก้เขิน ด้วยเสียงเต๊ะที่ดังฟังชัดเล่นเอาลูกล้อที่แขวนกระสอบทรายอยู่ ถึงกับเลือนถอยหลังไประยะหนึ่ง บรรดาชายหนุ่มที่กำลังเล่นอุปกรณ์การออกกำลังกายอยู่ใกล้ ๆ ต่างตกใจสะดุ้งเฮือก
เสียงเคาะประตูบอกเตือนให้คนที่อยู่ข้างในห้องของคนไข้ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปแล้วนั้น ได้รู้ว่ามีใครกำลังจะขอเข้ามา ผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ในห้องต่างหันไปมองโดยพร้อมเพียงกัน ผู้หมวดวีระศักดิ์จึงเอ่ยขึ้นบอกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สงสัยคงจะมาถึงแล้วมั้ง ครับ
Rock N’Roll Dream Come Throug

พูดเป็นหนังการ์ตูนไปได้ ผู้หมวดอะไรจะรวดเร็วปานนั้นผู้กองพลวัฒน์พูดกับคนของเขาเป็นเชิงประชดประชัน
มันก็ไม่แน่นะครับ เธอยิ่งเป็นคนทำอะไรได้รวดเร็วอยู่ด้วย ผู้หมวดวีระศักดิ์ยังคงพูดแบบยิ้ม ๆ ที่มุมปาก
แล้วประตูห้องก็ถูกเปิดออกเผยโฉมให้เห็นคนที่กำลังเดินเข้ามา ซึ่งทำให้คนทั้งสองหยุดการโต้เถียงกัน เมื่อเห็นหน้าบุรุษพยาบาลสองนายที่เดินตรงเข้ามาหาพวกเขา เอ่อ คุณผู้กองครับ คุณหมอให้มาทำการเคลื่อนย้ายผู้เสียชีวิต ทั้งสองไปยังห้องดับจิตครับ หนึ่งในบุรุษพยาบาลคนหนึ่งที่ยืนอยู่ทางซ้ายเอ่ยกับหัวหน้าเจ้าหน้าที่จากทางการ
อ๋อ เชิญครับ ผู้กองพลวัฒน์พูดพร้อมกับถอยหลังหลบให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ส่วนคนสนิทของเขาก็ถอยหลบตามด้วยเช่นกัน จากนั้นตำรวจทั้งสองนายจึงก้าวเดินออกไปยังหน้าห้อง
เมื่อคนทั้งสองเดินออกมาจนพ้นประตูห้องแล้ว ผู้หมวดวีระศักดิ์ก็ชักชวนให้หัวหน้าของเขาไปหาอะไร เพื่อรองท้องในช่วงที่กำลังคอยการมาของผู้หมวดอรนุช ซึ่งผู้กองก็เห็นด้วยเพราะทั้งคู่ต่างก็รีบมาโดยที่ยังไม่ได้ทานอะไรกันเลยในช่วงมื้อเช้า
หลังจากที่เสร็จภาระกิจการประทั่งชีวิตกันจนอิ่มแล้ว นายตำรวจทั้งสองต่างพากันเดินตรงไปยังห้องที่โรงพยาบาลใช้เก็บผู้เสียชีวิต เมื่อเดินมาถึงยังห้องที่ต้องการแล้วผู้กองพลวัฒน์เห็นไฟในห้องเปิดอยู่ ก็พักประตูเข้าไปภาพที่เห็นยังคงเป็นคนที่เสียชีวิตทั้งสองคนที่ยังคงนอนอยู่บนเตียงตามเดิม โดยไม่มีใครอยู่ด้วยเลยสักคนเดียว เขาดึงประตูปิดเข้าที่ตามเดิมแล้วเดินมานั่งตรงเก้าอี้หน้าห้องกับผู้หมวดวีระศักดิ์ที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว
ผู้หมวดวีระมีความคิดเห็นว่ายังไงบ้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับคนไข้ทั้งสองที่เสียชีวิตลง มันจะเกี่ยวเนื่องกันกับกลุ่มคนสองกลุ่มที่นัดคุยกันแถวท่าเรือนั้นหรือเปล่า ที่เราไปดักซุ่มดูในครั้งก่อนผู้กองพลวัฒน์พูด
คนสนิทของเขาทำท่าครุ่นคิด พร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ สถานการณ์มันดูคลุมเครือมากเลยครับ และอีกอย่างคนทั้งสอง ก็มาเสียชีวิตไปเสียก่อน ที่ทางเราจะรู้ได้ว่าคนทั้งสองเป็นคนของฝ่ายไหนกันแน่ หรืออาจจะไม่ใช่คนของทั้งสองฝ่ายเลยก็ได้ครับ
แล้วคนที่ให้ข้อมูลในเหตุการณ์ครั้งนั้น ยังมาอีกไหม
ผู้กองพูดถึงลุงชื่นขี้เมาคนนั้นเหรอครับ
ใช่
ผมเองก็ให้คนของเราคอยดูอยู่ครับ ว่าแกจะมาอีกไหม เพราะหลังจากที่แกมาแจ้งเรื่องให้นายเวรในวันนั้นแล้ว ก็หายหน้าไปเลย ทีแรกก็ดูไม่ค่อยหน้าเชื่อถือเท่าไหร่เพราะแกเมามากและ
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

พูดจาเหมือนคนเพ้อเจ้อซะขนาดนั้น พอดีผมเดินผ่านไปเห็นเข้าผมจึงบอกให้นายตำรวจคนนั้นรับเรื่องไว้ก่อน ผมถึงได้ลองมาปรึกษากับผู้กอง
แล้วผลมันก็เป็นจริงอย่างที่แกพูด ผู้กองพลวัฒน์พูดสวนขึ้น
 ครับ ตอนนี้เลยไม่รู้ว่าแกไปอยู่ที่ไหน แต่ยังไงผมให้คนของเราที่ไว้ใจได้ออกตามหาแกแล้วครับ เผื่อจะได้เบาะแสอะไรบางอย่างเพิ่มเติมอีกผู้หมวดวีระศักดิ์ยังคงบรรยายเหตุการณ์ต่อไป
ผมก็หวังให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ผู้กองพลวัฒน์พูดพร้อมกับนั่งหลับตาเอนหลังพิงเก้าอี้โดยที่ศีรษะแนบชิดติดกับกำแพง ส่วนคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาก็หันมองไปรอบ ๆ บริเวณแถวนั้น
กลัวผีหรือไงหมวด ผู้กองพลวัฒน์พูดขึ้น ขณะยังคงนั่งหลับตาอยู่
เปล่าครับ แค่มันดูวังเวงชอบกล

สักพักมีเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่ง กำลังเดินเข้ามายังจุดที่ตำรวจสองนายกำลังนั่งกันอยู่ ผู้กองพลวัฒน์ค่อย ๆ ลืมตาพร้อมกับชะโงกตัวออกมาดูว่ามีใคร กำลังเดินมา เมื่อกลุ่มคนที่มาคือคนของเขาเอง พร้อมด้วยคุณหมอคนเดิมที่เจอกันในห้องคนไข้ ที่เดินรั้งท้าย
เป็นยังไงติดต่อนางพยาบาลคน เมื่อคืนได้หรือยังผู้กองพลวัฒน์พูด
ยังติดต่อไม่ได้เลยครับ โทร.เข้ามือถือเธอไปกี่ครั้ง ก็ไม่ยอมรับสายเลยครับ จ่าเปี๊ยกรีบตอบอย่างเร็วปรื๋อ เพราะเขาเดินนำหน้ามาก่อน
                อืมแล้วพอจะมีทางอื่นอีกไหมที่จะติดต่อเธอได้ ผู้กองพลวัฒน์ยังคงถามต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด
                เอ่อ เห็นเพื่อนของเธอคนหนึ่งให้เบอร์ที่พักมาด้วย ผมลองติดต่อดูแล้วเธอก็ยังไม่ยอมรับสายเลยครับ จ่าเปี๊ยกยังคงพูดรายงานเรื่องราวต่อไป
                งั้นเอาอย่างนี้พวกคุณทั้งหมดลองไปสอบถามเจ้าของหอพักที่เธออยู่ดูสิว่าเธอกลับไปหรือยัง ส่วนทางนี้เดี๋ยวผมกับผู้หมวดวีระศักดิ์จะรับช่วงต่อเอง ผู้กองพลวัฒน์พูดออกคำสั่งกับคนของเขา
                ครับผู้กอง เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสี่นาย รับคำสั่งโดยพร้อมเพียงกัน ยกเว้นคุณหมอ
พอรับคำสั่งเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าทั้งสี่นายเตรียมจะเดินจากไป พวกเขาก็ได้พบหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินสวนเข้ามาพอดี หล่อนเดินเข้ามาในลักษณะเชิดหน้าตรง สวมหมวกแก๊ปสีน้ำเงินสวมเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์สีดำ สวมเสื้อยืดสีขาวด้านใน นุ่งกางเกงยีนส์สีดำ สวมรองเท้าคัตชูหุ้มข้อสีดำส้นตึก กำลังเดินตรงไปยังเจ้าหน้าที่สองคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง โดยไม่สนใจที่จะเมียงมองกลุ่มคนที่กำลังจะเดินผ่านไป หมู่แม็คหันหน้าไปพูดกับจ่าเปี๊ยกที่เดินอยู่ข้าง ๆ
                Rock N’Roll Dream Come Throug

จ่า ดูสิ นางสิงห์แห่งสถาบันนิติเวชปรากฏตัว มาที่นี่ด้วย
                เฮ้ย พูดอย่างนั้นเดี๋ยวผู้หมวดได้ยินเข้า มึงเละแน่ และอีกอย่างสิงห์เสองที่ไหนกันนั้นมันนางเสือชัด ๆ
 นี่ จะไปทำงานกันดี ๆ เหรอ ว่าจะต้องให้นวดเนื้อนวดตัวกันก่อนหึผู้หมวดสาวหยุดยืนพูดตวาดออกไปเล่น เอากลุ่มคนทั้งสี่ต่างรีบเดินจ้ำอ้าวเดินกันไปอย่างรวดเร็ว
มาแล้ว ผู้กองพลวัฒน์พูดพร้อมกับเดินเข้ามายืนอยู่ใกล้ ๆ เธอ
                ก็มาถึงแล้วน่ะ สิตาบอดรึไง ผู้หมวดอรนุชพูดเป็นเสียงตะหวาดพร้อมกับใบหน้าที่บูดบึ้งหันมาทางคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เธอ พอเธอหันหน้ามาเห็นเขาปุ๊บถึงกับผงะก้าวถอยหลัง สีหน้าเริ่มแดงระเรื่อ เธอก้มหน้าก้มตาโดยมีปีกหมวกที่สวมใส่อยู่บังหน้าเอาไว้ครึ่งหนึ่ง ขอโทษค่ะ ผู้กอง
                ไม่เป็นไรหรอกครับ เวลาคุณตกใจก็ดูน่ารัก กว่าเมื่อกี้เยอะเลย
                ผู้หมวดอรนุชได้ยินคำชมดังนั้นถึงกับนิ่งอึ้งไป แล้วจากนั้นจึงค่อย ๆ พยายามข่มความรู้สึกของตัวเองลง มีอะไรเกิดขึ้นเหรอค่ะ ถึงได้เรียกดิฉันมาที่นี่
                มีคนไข้ในความคุ้มครองของเรา เสียชีวิตอยู่สองคน ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด จึงอยากให้คุณลองมาช่วยดูหน่อยครับผู้กองพลวัฒน์พูดอธิบาย
                อ้าวแล้วไม่ให้ทางโรงพยาบาลจัดการเองล่ะค่ะ หรือว่าเชื่อถือไม่ได้
                ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมอยากสรุปผลการเสียชีวิตให้แน่ชัด โดยมีคนของเราอยู่ด้วย และต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ผู้กองพลวัฒน์หยุดพูด แล้วจึงหยอดคำพูดต่อไป อย่างเช่นคุณ
                ผู้หมวดสาวหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาอีก เธอจึงรีบพูดเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ด้วยอาการที่ร้อนรน งั้นก็เริ่มงานกันเลยดีกว่าค่ะ จบประโยคเธอก็เดินเข้าไปยังห้องที่ใช้เก็บผู้เสียชีวิต โดยมีผู้หมวดวีระศักดิ์กำลังยืนอยู่ส่งยิ้มพร้อมกับผงกศีรษะ ทำการเปิดประตูให้กับเธอ หญิงสาวไม่ได้พูดอะไรออกไป เธอเพียงแค่ผงกศีรษะและยิ้มให้เป็นการขอบคุณ ผู้กองพลวัฒน์และคุณหมอเดินตามหลังเธอเข้าไป ส่วนคนสุดท้ายที่ตามเข้าไปทีหลังคือผู้หมวดวีระศักดิ์
เมื่อคนทั้งหมดเดินเข้ามาในห้องโดยพร้อมเพียงกันแล้ว ผู้หมวดอรนุชหันไปมองบริเวณโดยรอบจากนั้น จึงเดินไปยังบริเวณที่รถเข็นคันหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ บนรถเข็นคันนั้นมีเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ต้องใช้ในการตรวจรักษาจอดอยู่ เธอจึงเดินเข้าไปหยิบถุงมือยางขึ้นมาคู่หนึ่งพร้อมกับสวมใส่ จากนั้นจึงหยิบส่งให้กับคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ พร้อมด้วยหน้ากากผ้าอนามัยสีขาวที่ไว้ใส่กันเชื้อโรคส่งให้กับทุกคน เมื่อต่างคนต่างสวมใส่กันเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้หมวดอรนุชเดินตรงเข้าไปยังร่างของคนสองคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนรถเข็นโดยหาได้มีความสะทกสะท้านต่อบรรยากาศโดยรอบที่เงียบสงัด
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

ผู้หมวดอรนุชเดินก้าวมาถึงยังร่างของผู้เสียชีวิตที่ตอนนี้มีสำลีปิดที่ดวงตาและปากแล้ว เธอยกมือไหว้ทำความเคารพศพผู้ตายทั้งสอง เหมือนเป็นการขอขมาที่ต้องล่วงเกินต่อร่างของผู้ตาย ส่วนคุณหมอของโรงพยาบาลก็เดินเข้าไปยืนอยู่ กึ่งกลางระหว่างรถเข็นสองคันโดยเริ่มหันมาทางศพแรกที่นอนอยู่ก่อน ส่วนผู้กองพลวัฒน์และผู้หมวดวีระศักดิ์ทั้งสองนั้นยืนอยู่ตรงปลายเตียง
หมวดสาวพิจารณาดูร่างของผู้เสียชีวิตโดยเริ่มจากที่บริเวณหน้าตาก่อน เธอเอื้อมมือไปจับที่โครงหน้าของผู้ตายค่อย ๆ หมุนเอียงไปมาอย่างช้า ๆ ทั้งซ้ายและขวา แล้วจากนั้นเธอค่อย ๆ ไล่สายตาของตนลงมาจนถึงบริเวณคอ และมองลงไปยังลำตัวจากนั้นเธอจึงเงยหน้าขึ้นมองคุณหมอพูดเพื่อขออนุญาตเป็นเชิงให้เกียรติต่อเจ้าหน้าของทางโรงพยาบาล ที่อาจจะทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาไปบ้าง ขออนุญาตเปิดเสื้อ ของผู้เสียชีวิตหน่อยนะค่ะ
                เชิญตามสบายครับ คุณหมอพูดด้วยเสียงอู้อี้ เพราะหน้ากากอนามัยที่สวมอยู่ พร้อมกับพยักหน้าไปด้วย
                เมื่อได้รับการอนุญาตแล้ว เธอจึงทำการทอดเสื้อผ้าผู้ตายอย่างช้า ๆ เผยให้ลำตัวผิวสีแทนที่เริ่มซีดลง เธอใช้สายตามองไล่ไปบนเรือนร่างนั้นก่อน จากนั้นเธอก็ค่อยเอามือทั้งสองข้างของตนขึ้นรูปไร้ลงไปบนลำตัวของผู้ตายเหมือนกับกำลังคว้านหาอะไรบางอย่าง บนเรือนร่างนั้น แต่ก็ไม่พบเจออะไรเลยซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก หรือว่าผู้ตายอาจจะสิ้นลมหายใจอย่างเฉียบพลันกันแน่ เธอสะบัดหน้าเหมือนลบคำตอบง่าย ๆ นั้นออกไป แล้วจึงดึงเสื้อปิดร่างผู้ตายกลับคืนตามเดิม และจึงเดินอ้อมมายังรถเข็นอีกขันหนึ่งที่มีคนไข้ที่เสียชีวิตในแบบเดียวกันนอนอยู่ฝั่งตรงข้าม เพื่อตรวจดูอะไรบางอย่างด้วยเหมือนกัน ท่ามกลางสายตาของคนสามคนที่ยืนจับตาดูเธออยู่ ขณะที่เธอเดินหมุนไปยังรถเข็นอีกคันหนึ่งนั้นเธอก็หยุดชะงักนิดนึง ให้กับผู้หมวดวีระศักดิ์ที่ยืนขวางทางอยู่ เธอสบตาเขาเข้าอย่างจังและเขาส่งรอยยิ้มผ่านทางสายตานั้นให้กับเธอ ในขณะที่ยังคงสวมหน้ากากอนามัยอยู่แล้วจึงถอยหลบให้กับเธอ เธอโค้งศีรษะให้เขานิดนึง แล้วจึงเดินไปยังรถเข็นอีกคันหนึ่งที่จอดอยู่ ซึ่งคุณหมอที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างรถเข็นที่จอดอยู่ก็หมุนตัวตามมาด้วย เธอหันกลับมาสบตากับเขาอีกครั้งหนึ่ง ตัวผู้หมวดวีระศักด์เองยังคงจับจ้องอยู่ที่เธอ ด้วยแววตาเช่นเดิม จากนั้นเธอก็เบนสายตาหลบก้มลงมองไปยังร่างของผู้เสียชีวิตและทำการตรวจร่างของคนที่สองตามเดิม ที่ตรวจสอบผู้ตายคนแรกเมื่อสักครู่นี้ แต่เธอก็ยังมีห่างตาชำเลืองมองมายังผู้หมวดหนุ่มอยู่เป็นพัก ๆ และมีคำถามที่หมุนวนอยู่ในหัวเธออยู่บ้างประปลายว่าเขาจ้องมองเธอทำไมแทนที่จะมองไปที่ร่างของผู้ตายเหมือนอย่างผู้กองและคุณหมอ
หลังจากที่ตรวจสอบดูแล้วไม่พบเจออะไรที่ผิดสังเกต นอกจากบาดแผลที่คนไข้ถูกยิงมาเธอก็เดินเข้าไปหาผู้กองพลวัฒน์ที่ยืนอยู่
               
Rock N’Roll Dream Come Throug

พอจะได้เบาะแสอะไรบ้างไหมครับ ผู้กองพลวัฒน์เอ่ยถามขึ้น ผ่านทางหน้ากากอนามัยที่สวมใส่อยู่ด้วยเสียงที่อู้อี้เหมือนคุณหมอ
                ผู้หมวดอรนุชดึงหน้ากากอนามัยที่สวมใส่อยู่ลงมาถึงปลายคาง ส่ายหน้าไปมาอย่างช้า ๆ แล้วจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเหมือนคนที่ตกรอบในการแข่งขันอะไรสักอย่าง ไม่พบอะไรเลยค่ะ ผู้กอง
                ตรวจดีแล้วใช่ไหมครับ ผู้กองพลวัฒน์ยังคงถามเธอต่อไป คณะหนึ่งหน้ากากอนามัยลงมาไว้ที่ปลายคาง
 ค่ะ ผู้หมวดสาวก้มหน้าก้มตาตอบออกไปด้วยสีหน้าที่ยอมจำนน ซึ่งตรงกันข้ามกับสีหน้าที่ดูมาดมั่นเมื่อกี้นี้
                ผู้กองพลวัฒน์เงยหน้าขึ้นมองเพดาน พร้อมกับเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาจากความรู้สึกที่ดูล้มเหลว คงต้องสรุปตามผล ที่ได้รับมาแล้วกัน แล้วเขาก็ก้มลงมองร่างของผู้ตายแล้วเตรียมที่จะออกเดินจากห้องนั้นชันสูตรศพ       
ผู้หมวดอรนุชมองตามผู้กองไปจนสายตาของเธอไปประสบพบเจอเอาเข้ากับจำนวนขวดน้ำเกลือที่แคว้นอยู่ เธอจึงเอะใจขึ้นมาแล้วหันไปหาคุณหมอที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอพูดกับคุณหมอด้วยความรู้สึกที่เร่งรีบ ไม่ทราบว่านั่นใช่ขวดน้ำเกลือ ที่ให้คนไข้ครั้งสุดท้ายหรือเปล่าค่ะ
                คุณหมอทำท่าครุ่นคิดสักพักจึงหันไปมองขวดน้ำเกลือพลาสติก ที่แขวนอยู่บนขาล้อเลื่อนที่อยู่ตรงมุมหนึ่งห้อง
                นั่นไงครับ คุณหมอพูดพร้อมกับชี้มือไปที่ขวดน้ำเกลือที่แขวนอยู่
ผู้หมวดสาวหันหน้าไปตามนิ้วมือที่ชี้นั้นทันที พร้อมด้วยผู้กองพลวัฒน์และผู้หมวดวีระศักดิ์ที่มองตามไปด้วย เธอรีบเดินไปถึงจุดหมายนั้นก่อนใครพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำเกลือที่แขวนห้อยอยู่ลงมาก่อนหนึ่งขวด ซึ่งได้ทำการปิดจุกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเธอก็หันกลับมายังกลุ่มคนที่เดินตามเธอมาและหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ ผู้หมวดสาวค่อย ๆ ถือขวดน้ำเกลือพลาสติกหมุนวนไปมา พร้อมกับจ้องมองเหมือนกับจะกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง ที่อาจจะซุกซ่อนอยู่ในขวดน้ำเกลือ แต่ก็ไม่พบอะไรที่ผิดสังเกตุ
คงจะไม่มีอะไร หรอกมั้งครับผู้หมวดวีระศักดิ์พูดขึ้น หลังจากที่เขาดึงหน้ากากออกแล้วด้วยเช่นกัน
ผู้หมวดสาวเงยหน้ามองเขานิดนึง ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย แล้วจึงก้มหน้าลงมองที่ขวดน้ำเกลือตามเดิม เมื่อมองกลับลงไปอีกครั้งเธอก็ได้เห็นจุดเล็ก ๆ อะไรบางอย่างที่ตรงบริเวณท้ายขวดเหมือนเป็นลอยอุดจากเจลใส ๆ หรือไม่ก็อาจจะเป็นกาวน้ำอะไรสักอย่างที่ตรงจุดนั้น
ผู้กองพลวัฒน์ขยับเดินเข้ามายืนอยู่ใกล้ ๆ เธอแล้วจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย มีอะไรที่ผิด
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

สังเกตหรือครับ
ผู้หมวดอรนุชชี้มือชี้ไปยังจุดเล็ก ๆ สีขาว ที่ถูกผนึกไว้ตรงท้ายขวดน้ำเกลือ นี่ไงค่ะ
ผู้กองพลวัฒน์มองตรงไปยังจุดนั้น ตามนิ้วมือที่ผู้หมวดสาวชี้รวมทั้งคนอื่น ๆ ด้วยที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
ดิฉันคิดว่ามันน่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในขวดน้ำเกลือขวดนี้และอีก…” เธอพูดพร้อมกับหันหน้าไปหาน้ำเกลืออีกขวดหนึ่งที่ยังแขวนอยู่ ไม่แน่อาจจะมีใครสักคน ฉีดอะไรบางอย่างผสมลงไปในขวดน้ำเกลือสองขวดนี้ก็เป็นได้ ซึ่งคงจะต้องนำเข้าห้องแล็ปตรวจสอบกันดูอีกทีค่ะ คุณหมอค่ะ ถ้าดิฉันอยากจะขอรบกวนนำน้ำเกลือทั้งสองขวดไปตรวจสอบที่ห้องแล็ปที่ทำงานดิฉันได้ไหมค่ะ ผู้หมวดสาวยังคงว่าเรื่องของเธอต่อไป
เกรงจะไม่ได้ครับ เพราะทางโรงพยาบาลก็มีกฎห้ามอยู่คุณหมอหยุดพูดพร้อมกับดูเหมือนกำลังใช้ความคิด จากนั้นจึงพูดขึ้น แต่ถ้าจะต้องตรวจสอบกันจริง ๆ ผมก็พอจะขออนุญาตทางโรงพยาบาล ให้คุณผู้หมวดใช้ห้องแล็ปของที่นี่ได้ครับ
ขอรบกวนหน่อยนะค่ะ ผู้หมวดสาวเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกที่ดีใจ ในขณะที่ผู้กองพลวัฒน์และผู้หมวดวีระศักดิ์ต่างมองหน้ากันอย่างมีความหวังเหมือนกับว่าคนทั้งสองได้ผ่านเข้ารอบเกมโชว์ไปยังด่านต่อไป ผู้หมวดสาวหันหน้ามาพูดกับคนทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว ผลงานดิฉันค่ะ ซึ่งเล่นเอาคนทั้งสองต่างอมยิ้ม แบมือทั้งสองข้างยกขึ้นให้กับเธอเหมือนเป็นการยอมแพ้ให้กับผู้ชนะที่หาคำตอบในเกมทายปัญหาเจอก่อน