Rock N’Roll Dream Come Throug
…๒๐…
ท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์กลางแห่งการสัญจรทางอากาศของเมืองไทย ที่รองรับเครื่องบินนานาชนิด ที่ใช้บรรทุกผู้โดยสารแต่ละประเทศที่สนใจจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในดินแดนสยามแห่งนี้ ผู้คนมากมายต่างเดินขวักไขว่ปะปนกันไปมาไม่ว่าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ภายในอาคารที่รองรับผู้โดยสาร ที่เดินทางเข้าประเทศ ปรากฏภาพของผู้หญิงคนหนึ่ง ท่ามกลางผู้โดยสาร ที่ใครต่อใครต่างเห็นเข้า เป็นต้องจับตามองเธอเป็นตาเดียว อาจจะเป็นเพราะการแต่งตัวของเธอ คล้ายคลึงกันกับศิลปินชื่อดังคนหนึ่งของอเมริกา ในตอนนี้ ถ้าพูดถึงศิลปินหญิงแนวป๊อปที่กำลังมาแรงแห่งปี รวมทั้งแฟชั่นในการแต่งตัวของเธอด้วยแล้ว ช่างเป็นอะไรที่ท้าทายต่อสายตาของใคร ๆ มากมาย โดยเฉพาะพวกผู้ชาย ถ้าลองได้เห็นเข้าต่างคงต้องหยุดชายตามองเธอเป็นตาเดียวอย่างพลาดไม่ได้ และคงจะคิดกันไปว่าเธอคือ เลดี้ กาก้า๑๔
เธอผู้นี้มีลักษณะผิวขาวหน้าตาสละสวย จากการเมคอัพสวมแว่นตากรอบดำลำตัวก้านสีขาว รูปร่างผอมเพรียว ความสูงของเธออยู่ที่ประมาณเกือบหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ทำผมหน้าม้ากัดผมสีขาว ที่ยาวเกือบถึงกลางหลัง สวมเสื้อแจ็คเกตแขนยาวคอปกสีเขียวเข้มเคลือบมัน เพื่อให้สีสันของตัวเสื้อดูจัดจ้านขึ้น มีช่องซิบบริเวณหน้าอกและข้างลำตัว ภายใต้เลื้อแจ็คเก็ตที่ใส่คลุมนั้นสวมเสื้อก้ามสีขาวที่ยาวถึงเอวลักษณะคอเว้า เผยให้เห็นเนินเนื้อบริเวณหน้าอกที่ขาวนวลเนียน ที่เบียดชิดเข้าหากัน เนินเนื้อในส่วนนั้นสวมยกทรงที่ช่วยดันทรงบีบรัดให้มันดูกระชับเข้ารูปยิ่งขึ้นบนตัวเสื้อมีลวดลายข้อความข่าว จากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสกรีนปะปนซ้อนกันไปมา สวมกางเกงยีนส์ขาสั้น ที่พับขาขึ้นมาอยู่ใต้บริเวณก้น ภายใต้กางเกงขาสั้นสวมถุงน่องสีเนื้อ แบบบางถ้าไม่สังเกตดี ๆ คงคิดว่าคือเนื้อหนังแท้ ๆ สวมร้องเท้าหนังทรงสูงถึงหน้าแข้ง ปลายหัวแหลม กำลังเดินลากกระเป๋าเดินทางใบย่อม ๆ ด้วยท่าทางที่สง่าผ่าเผย ด้วยใบหน้าที่เชิดตรงอย่างมั่นอกมั่นใจโดยไม่สนใจต่อสายตาของคนรอบข้างที่มองมา
สักพักเธอจึงหยุดยืนมองซ้ายมองขวา เพื่อมองหาสัญลักษณ์อะไรที่ใช้บ่งบอกว่าจะมีคนมารับเธอกลับบ้าน เมื่อเพ่งมองไปมาไม่พบเจอใครสักคนที่จะมารับตามเวลาที่กำหนดไว้ เธอชักเริ่มรู้สึกหงุดหงิดถึงขนาดกับชักแว่นตาที่สวมใส่อยู่ออกอย่างหัวเสีย ปล่อยมือจากที่จับกระเป๋าเดินทางให้มันตั้งอยู่ข้างตัว แล้วเสียง ๆ หนึ่งก็ดังมาจากข้างหลังเธอ “คุณกิ๊กกี๋ใช่ไหมครับ” หญิงสาวหัน
๑๔.Lady Gaga ศิลปินหญิงชาวอเมริกัน ที่โด่งดังทั้งในด้านการร้องเพลงและการแต่งตัวที่สร้างกระแสแฟชั่นแห่งยุคปี 2000
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
ไปมองตามเสียงนั้นทันที เธอขานรับชายตรงหน้าอย่างหัวเสีย “ใช่ ฉันเอง แกใช่ไหมที่คุณพ่อสั่งให้มารับฉันน่ะหึ”
“ครับผม” คนที่มารับยืนก้มหน้าก้มตาพูดด้วยเสียงอ่อย ๆ
“แล้วนี่แกไปไหนมาหึ ถึงได้กล้าปล่อยให้ฉันยืนคอยอยู่ได้” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายไม่เลิกท่ามกลางสายตาของคนที่เดินผ่านไปมา
“ขอโทษทีครับ พอดีผมไปห้องน้ำมาครับ” คนที่มารับยังคงก้มหน้าก้มตาพูดต่อไป
ได้ยินดังนั้นกิ๊กกี๋ถึงกับฉุกคิดพร้อมกับเอียงหน้า มองสำรวจคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เส้นผมที่หยักศกตัดรองทรงต่ำ ผิวสีแทน ลำตัวเขาสูงกว่าเธอเล็กน้อย สวมชุดสูทสีดำทับเสื้อเชิตสีขาวแขนยาว สวมร้องเท้าหนังคัดมันที่แทบจะส่องเห็นใบหน้า เธอเอ่ยถามเพื่อเป็นการลองภูมิอะไรบางอย่างกับคนที่มารับเธอ
“นี่แกรู้ได้ยัง ว่าฉันชื่อกิ๊กกี๋”
“พอดีเสี่ยท่านบอกผมไว้ครับ”
“นี่เวลาแกคุยกับฉันน่ะเงยหน้าขึ้นมาได้ไหม ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างนั้น” กิ๊กกี๋พูดใส่อารมณ์กับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ด้วยความรู้สึกที่ไม่พอใจและยังคงพูดจากระแทกกระทั้นแดกดันอย่างไม่ยั้งต่อไป “แล้วที่บอกเสี่ยให้มารับน่ะ เสี่ยไหนฉันไม่ใช่ผู้หญิงอย่างว่านะ”
“เอ่อ เสี่ยนรสิงห์ คุณพ่อของคุณไงครับ” ชายผู้มารับค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นพูดกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า โดยค่อย ๆ ไล่โล้มเลียสายตาของตนมองหล่อน ตั้งแต่ต้นขาขึ้นมาจนถึงบริเวณหน้าอกที่เล่นเอาเจ้าตัวถึงกับผงะ และเผลอจ้องมองบริเวณส่วนนั้นที่มันดูใหญ่กว่าปกติเสียนาน
“นี่ แกอะไรอยู่ หึ”
“นม…เอ้ย เปล่าครับ” ชายผู้มารับตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ บวกกับอาการที่สะดุ้งพร้อมกับส่ายหน้าไปมา
กิ๊กกี๋ยืนกอดอกพร้อมกับหลีตามองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เหมือนกับกำลังสงสัยอะไรบางอย่างอยู่อีก เล่นเอาคนที่ถูกมองถึงกับค่อย ๆ เอียงหน้าหลบ แต่เธอก็ยังมิวายที่จะมีคำถามอีก
“แล้วนี่แกสังเกตฉันจากอะไร ถึงได้รู้ว่าฉันคือคนคนเดียวกับ ที่คุณพ่อสั่งให้แกมารับ”
“จากรูปถ่ายใบนี้ครับ” ชายผู้มารับเอ่ยขึ้นพร้อมกับชูรูปถ่ายที่ถืออยู่ในมือ
เจ้าหล่อนเห็นรูปถ่ายของตัวเองที่ยับยู่ยี้ถึงกับหัวเสียโวยเสียงดังกว่าเดิม จนทำให้รปภ.ที่เดินตรวจตราบริเวณแถวนั้นถึงกับหันมามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“นี่แก ไปทำอะไรกับรูปถ่ายของฉันมา มันถึงได้เปียกยับซะขนาดนั้น”
“พอดีผมทำตกในห้องน้ำครับ ต้องขอโทษด้วยครับ”
Rock N’Roll Dream Come Throug
“สับเพร่าจริง ๆ” กิ๊กกี๋ยังคงบ่นอย่างหัวเสียไม่เลิก “ว่าแต่แกทำหล่นในห้องน้ำจริง ๆ นะ ไม่ใช่เอาไปทำอะไรอย่างอื่นมา” เธอพูดพร้อมกับนึกไปถึงภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอเคยเห็นการกระทำที่พิเรน ๆ ขณะที่กำลังไปเที่ยวผับกับเพื่อน ๆ ในตอนที่ยังอยู่เมืองนอก ขณะที่เธอเดินรั้งท้ายคนในกลุ่ม บังเอิญเธอหันไปเห็นอะไรบางอย่างที่ขยับเขยือนอยู่ในมุมแสงไฟสลัว ๆ ข้าง ๆ ผับแห่งหนึ่ง ภาพที่เห็นเป็นผู้ชายผิวขาวร่างใหญ่คนหนึ่ง กำลังยืนอยู่ข้างกำแพงและกำอะไรสักอย่างคล้าย ๆ รูปถ่ายอยู่ในมือขวา ขณะปฎิบัติภาระกิจอยู่กับของของตัวเองอยู่ กิ๊กกี๋เผลอสบตากับเขาเข้าพอดี เขาก็มีหน้าตาที่เปี่ยมสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับส่งยิ้มน้อย ๆ ให้เธอ เล่นเอาเธอต้องเบือนหน้าหนีด้วยความสะอิดสะเอียนกับภาพที่ได้เห็นและรีบเดินตามกลุ่มเพื่อน ๆ ของเธอไป
“เอ่อ คิดอะไรอยู่เหรอครับ คุณหนู” คนที่มารับเรียกเธอให้ตื่นขึ้น จากภาพความหลังครั้งเก่า กิ๊กกี๋ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองหน้าคนที่มารับ
“จะคิดจะเคิดอะไร มันก็เรื่องของฉัน” แล้วกิ๊กกี๋ก็เปลี่ยนเรื่องคุย “งั้นเอาอย่างนี้ แกชื่ออะไร”
“ผมชื่อเถิดครับ”
“ดี งั้นแกช่วยลากกระเป๋าของฉันไปขึ้นรถด้วย ลากดี ๆ ล่ะ นายเถิด”
เถิดรับคำอย่างกุลีกุจอเดินไปยังกระเป๋าเดินทางที่ตั้งอยู่ข้างตัวกิ๊กกี๋ สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่ตรงต้นขาและก้นที่ง้อนได้ที่ของเจ้าหล่อนอย่างไม่วางตา แล้วก็หยุดยืนนิ่งไปอีก ซึ่งเจ้าหล่อนเห็นแล้วสร้างความรู้สึกรำคาญใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก กิ๊กกี๋จึงพูดขึ้นอย่างหัวเสียอีกครั้ง “รถล่ะ รถอยู่ไหน”
“อยู่บริเวณทางด้านโน้นครับ” เถิดพูดพร้อมกับชี้ไปยังบริเวณทางออก
“ก็เดินนำไปสิ ยืนมองหาอะไรอยู่ได้”
“ครับ ครับ คุณหนู” เถิดพูดพร้อมกับออกเดินนำทาง ซึ่งกิ๊กกี๋ก็เดินตามออกไป
เมื่อคนทั้งคู่เดินมาถึงรถเบนซ์ไฟสี่ตาคันสีดำ เถิดรีบเปิดประตูตอนหลังให้กับหญิงสาวขึ้นรถไปก่อน แล้วจึงรีบปิดประตูทันที เมื่อกิ๊กกี๋นั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว เธอหันมองโน้นมองนี่ผ่านทางแว่นตาดำที่ยกขึ้นสวมใส่อีกครั้ง โดยไม่ได้สนใจอะไรกับคนที่มารับ เถิดลากกระเป๋ามาไว้ที่เบาะหลังใกล้ ๆ กับที่หญิงสาวนั่งอยู่ตามที่เธอได้สั่งไว้ หล่อนหันมามองเขานิดนึงช่วงนำกระเป๋าขึ้นมาวางใกล้ ๆ เธอ จากนั้นกิ๊กกี๋จึงเบือนหน้าไปมองวิวทิวทัศน์ทางอื่นต่อไป เถิดปิดประตูอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็เดินไปเปิดประตูของคนขับก้าวเข้าไปนั่งประจำที่พร้อมกับดึงประตูรถเข้ามาปิดตามเดิมและดึงสายรัดเข็มขัดนิรภัยมาคาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงสต๊าทรถขับเคลื่อนออกจากสนามบินไป
ระหว่างที่กำลังเดินทางอยู่บนถนนอยู่นั้น หญิงสาวที่นั่งอยู่ทางตอนหลังก็ตะโกนเรียก
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
คนขับรถของเธอเพื่อต้องการอะไรสักอย่างจากเขา “นี่นายเถิด ขอยืมโทรศัพท์มือถือหน่อยสิ”
เถิดกำลังขับรถได้ยินเสียงเรียกดังนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมองกิ๊กกี๋ผ่านทางกระจกมองหลัง “มือถือเหรอครับ จะเอาไปทำอะไรครับ”
“ฉันก็แค่อยากจะยืมโทร.หาเพื่อนฉันหน่อย ก็แค่นั้นได้ไหม”
“อ๋อ ได้ครับ เดี๋ยวผมหยิบให้” เถิดรับคำพร้อมกับละสายตาจากกระจกมองหลัง ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงส่งยื่นให้กับเธอ กิ๊กกี๋โน้มตัวมาข้างหน้าเอือมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือจากเถิด แต่เผอิญรถดันตกหลุมกิ๊กกี๋จึงเซถลา หน้าอกไปกระแทกเข้ากับมือของเถิดเข้าอย่างจัง เล่นเอาเธอถึงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ย”
คนขับรถพอมือของเขาไปสัมผัสโดนส่วนอะไรที่นิ่ม ๆ เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อหล่อนรับโทรศัพท์มือถือมาจากเถิดมาแล้ว หล่อนก็จ้องมองเขาด้วยหน้านิ่ง ๆ ทั้งที่ยังสวมแว่นตาอยู่ พร้อมกับพูดติเตียนแบบน้ำเสียงขึ้นจมูก “ขับรถให้มันดี ๆ หน่อยสิ มันเจ็บน่ะรู้ไหม”
“เจ็บมากไหมครับ” เถิดถามขึ้นด้วยความห่วงใยระคนปลาบปลื้ม ที่ส้มหล่นมาโดนมือ “พอมีอะไรที่ผม จะช่วยได้บ้างไหมครับ”
“ทะลึ่ง ไม่ต้องเลย ขับรถไป” กิ๊กกี๋ตำหนิติเตียนอย่างเสียงแข็ง พร้อมกับเบนหน้าไปมองบรรยากาศด้านนอกของตัวรถเหมือนกับกำลังใช้ความคิด แล้วเธอก็นึกไม่ออก เธอจึงหันกลับไปทางกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่ข้าง ๆ เธอวางโทรศัพท์มือถือลงตรงบริเวณช่องขา ด้านหน้าบริเวณขากางเกงยีนส์ตัวจิ๋ว โดยที่ไม่ได้สังเกตเลยว่าคนขับรถนั้นตาของเขาจ้องเพ่งมองโทรศัพท์ฯ ที่อยู่ตรงส่วนนั้นโดยผ่านทางกระจกมองหลังอย่างแช่มชื้นในความรู้สึก กิ๊กกี๋เอื้อมมือเปิดซิบกระเป๋าเดินทางด้านหน้าหยิบเอาสมุดจดเบอร์โทรศัพท์เล่มขนาดกระถัดรัดสีสันสดใสขึ้นมา ซึ่งในนั้นมีรายชื่อที่เป็นฝรั่งอยู่เยอะแยะมากมาย เธอค่อย ๆ เปิดไล่ไปทีละหน้า เพื่อที่จะหารายชื่อของใครคนหนึ่งที่ต้องการติดต่อตามที่คิดไว้ เมื่อพบเจอรายชื่อคนดังกล่าวแล้ว เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหมายเลขเบอร์โทร.ของคน ๆ นั้นอย่างว่องไว
เมื่อได้ยินเสียงทางปลายสายกิ๊กกี๋ชิงพูดขึ้นทันที “ไฮเพียว นี่กิ๊กกี๋เอง จำได้ไหม”
ทางปลายสายถามกลับมา “กิ๊กกี๋ ไหนเหรอ”
“โธ่ จำไม่ได้แล้วหรือไง กิ๊กกี๋เพื่อนเรียนปริญญาโท ที่อเมริกากับเธอไง”
ทางปลายสายนิ่งเงียบไป เหมือนกับกำลังคิดอยู่ว่าคนที่โทร.มาหานั้นเคยเจอกันยังสถานที่ที่คนโทร.เข้ามานั้นพูดจริงเหรอเปล่า คนทางปลายสายเหมือนคิดได้แล้วก็พูดขึ้น “อ๋อ จำได้แล้ว นี่กลับมาเที่ยวเมืองไทยเหรอ”
“ใช่จ้า” กิ๊กกี๋ตอบอย่างเสียงใส ระคนด้วยความเบื่อที่ทางปลายสายรู้สึกช้ามาก
Rock N’Roll Dream Come Throug
“และคิดยังไงถึงโทร.มาล่ะ”
“ไม่ให้โทร.หาเธอแล้ว จะให้โทร.หาใครกันล่ะ เพื่อนคนไทยฉันมีซะที่ไหนถ้าไม่ใช่เธอ”
“ขอโทษที มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอว่ามาได้เลย”
สองสาวต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน กับการระลึกถึงความหลังครั้งเก่า ๆ สมัยที่เรียนอยู่ด้วยกันที่ต่างประเทศ ส่วนคนขับรถก็ขับไปอย่างมีความสุข ขณะที่เฝ้ามองสาวสวยเป็นระยะ ๆ ผ่านทางกระจกมองหลัง เมื่อทั้งสองสาวคุยตกลงนัดแนะในการเจอกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หล่อนก็กดปุ่มวางโทรศัพท์มือถือ ส่งคืนให้กับคนขับรถพร้อมกับเอ่ยเสียงใส ๆให้กับเขาด้วย “ขอบใจมากนะ นายเถิด” แต่เธอก็มิวายรำพึงรำพันด้วยอารมณ์เสีย ขณะที่มองออกไปยังนอกหน้าต่างรถที่เห็นรถติดแน่นขนัด “ทำไมเมืองไทยรถมันถึงได้ติดนัก ก็ไม่รู้น่าเบื่อชะมัดเลย คุณพ่อน่าจะซื้อบ้านอยู่ใกล้ ๆ สนามบิน”
พอฝ่ามรสุมรถติดมาได้แล้ว รถเบนซ์คันดังกล่าวเคลื่อนเข้ามาจอดยังประตูทางเข้าที่สูงใหญ่ตระหง่านที่กำลังปิดอยู่ เป็นประตูลูกกรงสีขาวพอจะมองเห็นเข้าไปในบริเวณบ้านที่กว้างใหญ่และตัวบ้านที่สร้างสไตล์ยุโรปหลังใหญ่สีขาว และจำนวนรถยนต์ที่จอดอยู่ข้างในสามถึงสี่คันมีทั้งรถเก๋งและรถตู้ที่เป็นยี่ห้อเดียวกัน ทั้งหมดเหมือนอย่างรถคันที่จอดอยู่หน้าประตู
ประตูบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกอย่างอัตโนมัติ เมื่อมันถูกเปิดออกจนสุดแล้ว เถิดนำรถขับเคลื่อนเข้าไป และประตูก็ค่อย ๆ ปิดลงตามเดิม คนที่อยู่ภายในบ้านก้าวเดินออกมาด้วยกันถึงสองคนเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ฝ่ายชายพอเห็นลูกสาวก็รีบเดินลงบันไดไปหาพร้อมกับยกแขนทั้งสองขึ้น สวมกอดหญิงสาวตรงหน้า “ยินดีต้อนรับกลับบ้านจ๊ะ กิ๊กกี๋ลูกพ่อ”
กิ๊กกี๋โผเข้ากอดพ่อของเธอพร้อมกับพูดขึ้นอย่างมีความสุข “ไฮ คุณพ่อ”
สองพ่อลูกสวมกอดกันอย่างแนบแน่น หลังจากที่ห่างหายกันไปนาน “เป็นยังไงบ้างลูกรักของพ่อ” เสี่ยนรสิงห์พูดพร้อมกับดึงลูกสาวของตัวเองออกจากอ้อมอก สองมือยังคงจับอยู่ที่หัวไหล่
“สบายดีค่ะ คุณพ่อ”
“ดูลูกผอมไปนะ รู้ไหม” เสี่ยนรสิงห์มองสำรวจเรือนร่างของลูกสาว แล้วจึงเอ่ยขึ้นเป็นเชิงตำหนิ “เหรอว่าคนทางโน้นเลี้ยงดูไม่ดี กลับมาอยู่กลับพ่อก็ได้นะลูก”
“คุณพ่อกำลังโทษ คุณแม่อยู่นะค่ะ” กิ๊กกี๋พูดด้วยน้ำเสียงประชด
เสี่ยนรสิงห์นิ่งอึ้งไปสักพัก เมื่อลูกสาวเอ่ยถึงภรรยาที่หย่าร้างกันไปนานแล้ว และนำลูกสาวของตน เพียงคนเดียวไปอยู่ด้วย ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก เมื่อผลจากการฟ้องหย่าในครั้งนั้นเกิดขึ้นและสิทธิ์ในการดูแลบุตรสาวตกเป็นของอดีตภรรยาไป
“โกรธเหรอค่ะ หนูขอโทษค่ะคุณพ่อ” กิ๊กกี๋โผเข้ากอดพ่อของเธอ อย่างเคล้าคลอเคลียคล้ายลูกแมวที่กำลังออดอ้อน ที่จะขออะไรบางจากผู้เลี้ยง เมื่อเห็นสีหน้าผู้เป็นพ่อดูเงียบขึมไป
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
เสี่ยนรสิงห์ค่อย ๆ คลายสีหน้าลง แล้วดึงลูกสาวออกจากอ้อมอกอีกครั้ง “อย่าไปพูดถึงอีกเลยลูก” เสี่ยนรสิงห์มีสีหน้าที่สดชื่นอีกครั้ง พร้อมกับถามลูกสาวด้วยความห่วงใย “ว่าแต่มาเหนื่อย ๆ กินอะไรมาเหรอยัง พ่อให้คนในบ้านทำอาหารไว้ให้เยอะแยะเลย”
“จริงเหรอค่ะ” กิ๊กกี๋พูดพร้อมกับเอามือลูบไปทั่วบริเวณท้องของเธอ “กิ๊กกี๋ยังไม่ได้กินอะไรเลยหิวมากค่ะ คุณพ่อ”
“ถ้าหิ้วอย่างนั้นก็ขึ้นไปกินอะไรบนบ้านกันเลยดีกว่าลูก” เสี่ยนรสิงห์พูดพร้อมกับหันไปสั่งเถิดที่ยืนอยู่ข้างรถเบนซ์ “ไม่มีอะไรแล้ว เอารถไปเก็บได้เถิด”
“ครับนาย” ลูกน้องคนสนิทขานรับคำพร้อมกับเปิดประตูรถ จากนั้นเขาจึงฉุกคิดขึ้นได้ว่า หญิงสาวที่นั่งมาในรถด้วยนั้นลืมของเอาไว้ เขาจึงเอ่ยถามขึ้น “แล้วกระเป๋าเดินทางที่อยู่ในรถล่ะครับ”
“หือ มีของมาด้วยเหรอ จะขนมาทำไมก๊าน ที่บ้านพ่อมีของเตรียมไว้ให้ลูกเยอะแยะไม่น่าขนมาให้ลำบาก” เสี่ยนรสิงห์ปรารภ
“อ้อ ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่เครื่องสำอางนิดหน่อยเอง”
จบประโยคของหญิงสาวเล่นเอาเถิดถึงกับอึ้งกับเครื่องสำอางที่อยู่ในกระเป๋าใบนั้น ที่เขากำลังยกมันลงจากรถ เพราะมันหนักพอสมควร
“ป่ะ ลูกไปกินข้าวกัน ส่วนข้าวของเดี๋ยวให้เด็กของพ่อมันขนขึ้นไปให้” เสี่ยนรสิงห์พูดพร้อมกับเดินเข้ามาโอบไหล่ลูกสาว
“ค่ะ คุณพ่อ” กิ๊กกี๋พูดพร้อมกับโอบเอวพ่อเธอ
ในขณะที่สองพ่อลูกต่างประคองกันเดินขึ้นบันไดไปนั้น ก็ได้เดินผ่านผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนรออยู่ เสี่ยนรสิงห์จึงแนะนำลูกสาวของตนให้รู้จักผู้หญิงคนดังกล่าว “นี่คือฟ้ารุ่ง ผู้ช่วยงานของพ่อ” หญิงผู้ถูกแนะนำตัวส่งยิ้มให้กับลูกสาวของเขาอย่างอ่อนโยน
ส่วนกิ๊กกี๋กับมองหน้าผู้หญิงที่พ่อของเธอแนะนำด้วยหางตาอย่างเยียดหยาม ก่อนจะพูดแบบเสียงกระแทก ๆ “สวัสดีค่ะ” เล่นเอาผู้หญิงที่ยืนอยู่ถึงกับหุบยิ้มทันที
“ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะ หนูกิ๊กกี๋” เสี่ยนรสิงห์พูดตักเตือนลูกสาว
“พ่อค่ะ ไปกันเถอะค่ะ หนูหิวแล้วนะค่ะ” กิ๊กกี๋พูดอย่างออดอ้อนพร้อมกับดึงมือพ่อของเธอให้เดินเข้าไปในบ้าน
โดยที่เสี่ยนรสิงห์ก็ยอมเดินตามเข้าไปด้วยรอยยิ้มและด้วยความรักในตัวลูกสาวเป็นอย่างมาก จนลืมชักชวนผู้หญิงที่ยืนอยู่ให้เข้ามาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ฟ้ารุ่งพยายามไม่ใส่ใจกับการกระทำของเด็กที่ไร้ซึ่งการอบรม แล้วเธอจะเป็นผู้สั่งสอนหล่อนเสียเอง ฟ้ารุ่งคิดอย่างนั้นพร้อมกับก้าวเดินตามนายของตนเข้าไปภายในตัวบ้าน