วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

Rock N’Roll Dream Come Throug
๒๐
                ท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์กลางแห่งการสัญจรทางอากาศของเมืองไทย ที่รองรับเครื่องบินนานาชนิด ที่ใช้บรรทุกผู้โดยสารแต่ละประเทศที่สนใจจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในดินแดนสยามแห่งนี้ ผู้คนมากมายต่างเดินขวักไขว่ปะปนกันไปมาไม่ว่าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
                ภายในอาคารที่รองรับผู้โดยสาร ที่เดินทางเข้าประเทศ ปรากฏภาพของผู้หญิงคนหนึ่ง ท่ามกลางผู้โดยสาร ที่ใครต่อใครต่างเห็นเข้า เป็นต้องจับตามองเธอเป็นตาเดียว อาจจะเป็นเพราะการแต่งตัวของเธอ คล้ายคลึงกันกับศิลปินชื่อดังคนหนึ่งของอเมริกา ในตอนนี้ ถ้าพูดถึงศิลปินหญิงแนวป๊อปที่กำลังมาแรงแห่งปี รวมทั้งแฟชั่นในการแต่งตัวของเธอด้วยแล้ว ช่างเป็นอะไรที่ท้าทายต่อสายตาของใคร ๆ มากมาย โดยเฉพาะพวกผู้ชาย ถ้าลองได้เห็นเข้าต่างคงต้องหยุดชายตามองเธอเป็นตาเดียวอย่างพลาดไม่ได้ และคงจะคิดกันไปว่าเธอคือ เลดี้ กาก้า๑๔
เธอผู้นี้มีลักษณะผิวขาวหน้าตาสละสวย จากการเมคอัพสวมแว่นตากรอบดำลำตัวก้านสีขาว รูปร่างผอมเพรียว ความสูงของเธออยู่ที่ประมาณเกือบหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ทำผมหน้าม้ากัดผมสีขาว ที่ยาวเกือบถึงกลางหลัง สวมเสื้อแจ็คเกตแขนยาวคอปกสีเขียวเข้มเคลือบมัน เพื่อให้สีสันของตัวเสื้อดูจัดจ้านขึ้น มีช่องซิบบริเวณหน้าอกและข้างลำตัว ภายใต้เลื้อแจ็คเก็ตที่ใส่คลุมนั้นสวมเสื้อก้ามสีขาวที่ยาวถึงเอวลักษณะคอเว้า เผยให้เห็นเนินเนื้อบริเวณหน้าอกที่ขาวนวลเนียน ที่เบียดชิดเข้าหากัน เนินเนื้อในส่วนนั้นสวมยกทรงที่ช่วยดันทรงบีบรัดให้มันดูกระชับเข้ารูปยิ่งขึ้นบนตัวเสื้อมีลวดลายข้อความข่าว จากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสกรีนปะปนซ้อนกันไปมา สวมกางเกงยีนส์ขาสั้น ที่พับขาขึ้นมาอยู่ใต้บริเวณก้น ภายใต้กางเกงขาสั้นสวมถุงน่องสีเนื้อ แบบบางถ้าไม่สังเกตดี ๆ คงคิดว่าคือเนื้อหนังแท้ ๆ สวมร้องเท้าหนังทรงสูงถึงหน้าแข้ง ปลายหัวแหลม กำลังเดินลากกระเป๋าเดินทางใบย่อม ๆ ด้วยท่าทางที่สง่าผ่าเผย ด้วยใบหน้าที่เชิดตรงอย่างมั่นอกมั่นใจโดยไม่สนใจต่อสายตาของคนรอบข้างที่มองมา
                สักพักเธอจึงหยุดยืนมองซ้ายมองขวา เพื่อมองหาสัญลักษณ์อะไรที่ใช้บ่งบอกว่าจะมีคนมารับเธอกลับบ้าน เมื่อเพ่งมองไปมาไม่พบเจอใครสักคนที่จะมารับตามเวลาที่กำหนดไว้ เธอชักเริ่มรู้สึกหงุดหงิดถึงขนาดกับชักแว่นตาที่สวมใส่อยู่ออกอย่างหัวเสีย ปล่อยมือจากที่จับกระเป๋าเดินทางให้มันตั้งอยู่ข้างตัว แล้วเสียง ๆ หนึ่งก็ดังมาจากข้างหลังเธอ คุณกิ๊กกี๋ใช่ไหมครับ หญิงสาวหัน

๑๔.Lady Gaga ศิลปินหญิงชาวอเมริกัน ที่โด่งดังทั้งในด้านการร้องเพลงและการแต่งตัวที่สร้างกระแสแฟชั่นแห่งยุคปี 2000
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

ไปมองตามเสียงนั้นทันที เธอขานรับชายตรงหน้าอย่างหัวเสีย ใช่ ฉันเอง แกใช่ไหมที่คุณพ่อสั่งให้มารับฉันน่ะหึ
ครับผม คนที่มารับยืนก้มหน้าก้มตาพูดด้วยเสียงอ่อย ๆ
แล้วนี่แกไปไหนมาหึ ถึงได้กล้าปล่อยให้ฉันยืนคอยอยู่ได้ เจ้าหล่อนยังคงโวยวายไม่เลิกท่ามกลางสายตาของคนที่เดินผ่านไปมา
ขอโทษทีครับ พอดีผมไปห้องน้ำมาครับ คนที่มารับยังคงก้มหน้าก้มตาพูดต่อไป
ได้ยินดังนั้นกิ๊กกี๋ถึงกับฉุกคิดพร้อมกับเอียงหน้า มองสำรวจคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เส้นผมที่หยักศกตัดรองทรงต่ำ ผิวสีแทน ลำตัวเขาสูงกว่าเธอเล็กน้อย สวมชุดสูทสีดำทับเสื้อเชิตสีขาวแขนยาว สวมร้องเท้าหนังคัดมันที่แทบจะส่องเห็นใบหน้า เธอเอ่ยถามเพื่อเป็นการลองภูมิอะไรบางอย่างกับคนที่มารับเธอ
นี่แกรู้ได้ยัง ว่าฉันชื่อกิ๊กกี๋
พอดีเสี่ยท่านบอกผมไว้ครับ
นี่เวลาแกคุยกับฉันน่ะเงยหน้าขึ้นมาได้ไหม ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างนั้น กิ๊กกี๋พูดใส่อารมณ์กับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ด้วยความรู้สึกที่ไม่พอใจและยังคงพูดจากระแทกกระทั้นแดกดันอย่างไม่ยั้งต่อไป แล้วที่บอกเสี่ยให้มารับน่ะ เสี่ยไหนฉันไม่ใช่ผู้หญิงอย่างว่านะ
เอ่อ เสี่ยนรสิงห์ คุณพ่อของคุณไงครับ ชายผู้มารับค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นพูดกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า โดยค่อย ๆ ไล่โล้มเลียสายตาของตนมองหล่อน ตั้งแต่ต้นขาขึ้นมาจนถึงบริเวณหน้าอกที่เล่นเอาเจ้าตัวถึงกับผงะ และเผลอจ้องมองบริเวณส่วนนั้นที่มันดูใหญ่กว่าปกติเสียนาน
นี่ แกอะไรอยู่ หึ
นมเอ้ย เปล่าครับ ชายผู้มารับตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ บวกกับอาการที่สะดุ้งพร้อมกับส่ายหน้าไปมา
กิ๊กกี๋ยืนกอดอกพร้อมกับหลีตามองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เหมือนกับกำลังสงสัยอะไรบางอย่างอยู่อีก เล่นเอาคนที่ถูกมองถึงกับค่อย ๆ เอียงหน้าหลบ แต่เธอก็ยังมิวายที่จะมีคำถามอีก
แล้วนี่แกสังเกตฉันจากอะไร ถึงได้รู้ว่าฉันคือคนคนเดียวกับ ที่คุณพ่อสั่งให้แกมารับ
จากรูปถ่ายใบนี้ครับ ชายผู้มารับเอ่ยขึ้นพร้อมกับชูรูปถ่ายที่ถืออยู่ในมือ
เจ้าหล่อนเห็นรูปถ่ายของตัวเองที่ยับยู่ยี้ถึงกับหัวเสียโวยเสียงดังกว่าเดิม จนทำให้รปภ.ที่เดินตรวจตราบริเวณแถวนั้นถึงกับหันมามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นี่แก ไปทำอะไรกับรูปถ่ายของฉันมา มันถึงได้เปียกยับซะขนาดนั้น
พอดีผมทำตกในห้องน้ำครับ ต้องขอโทษด้วยครับ

Rock N’Roll Dream Come Throug

สับเพร่าจริง ๆ กิ๊กกี๋ยังคงบ่นอย่างหัวเสียไม่เลิก ว่าแต่แกทำหล่นในห้องน้ำจริง ๆ นะ ไม่ใช่เอาไปทำอะไรอย่างอื่นมา เธอพูดพร้อมกับนึกไปถึงภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอเคยเห็นการกระทำที่พิเรน ๆ ขณะที่กำลังไปเที่ยวผับกับเพื่อน ๆ ในตอนที่ยังอยู่เมืองนอก ขณะที่เธอเดินรั้งท้ายคนในกลุ่ม บังเอิญเธอหันไปเห็นอะไรบางอย่างที่ขยับเขยือนอยู่ในมุมแสงไฟสลัว ๆ ข้าง ๆ ผับแห่งหนึ่ง ภาพที่เห็นเป็นผู้ชายผิวขาวร่างใหญ่คนหนึ่ง กำลังยืนอยู่ข้างกำแพงและกำอะไรสักอย่างคล้าย ๆ รูปถ่ายอยู่ในมือขวา ขณะปฎิบัติภาระกิจอยู่กับของของตัวเองอยู่ กิ๊กกี๋เผลอสบตากับเขาเข้าพอดี เขาก็มีหน้าตาที่เปี่ยมสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับส่งยิ้มน้อย ๆ ให้เธอ เล่นเอาเธอต้องเบือนหน้าหนีด้วยความสะอิดสะเอียนกับภาพที่ได้เห็นและรีบเดินตามกลุ่มเพื่อน ๆ ของเธอไป
                เอ่อ คิดอะไรอยู่เหรอครับ คุณหนู คนที่มารับเรียกเธอให้ตื่นขึ้น จากภาพความหลังครั้งเก่า กิ๊กกี๋ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองหน้าคนที่มารับ  
จะคิดจะเคิดอะไร มันก็เรื่องของฉัน แล้วกิ๊กกี๋ก็เปลี่ยนเรื่องคุย งั้นเอาอย่างนี้ แกชื่ออะไร
                ผมชื่อเถิดครับ
                ดี งั้นแกช่วยลากกระเป๋าของฉันไปขึ้นรถด้วย ลากดี ๆ ล่ะ นายเถิด
                เถิดรับคำอย่างกุลีกุจอเดินไปยังกระเป๋าเดินทางที่ตั้งอยู่ข้างตัวกิ๊กกี๋ สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่ตรงต้นขาและก้นที่ง้อนได้ที่ของเจ้าหล่อนอย่างไม่วางตา แล้วก็หยุดยืนนิ่งไปอีก ซึ่งเจ้าหล่อนเห็นแล้วสร้างความรู้สึกรำคาญใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก กิ๊กกี๋จึงพูดขึ้นอย่างหัวเสียอีกครั้ง รถล่ะ รถอยู่ไหน
                อยู่บริเวณทางด้านโน้นครับ เถิดพูดพร้อมกับชี้ไปยังบริเวณทางออก
                ก็เดินนำไปสิ ยืนมองหาอะไรอยู่ได้
ครับ ครับ คุณหนู เถิดพูดพร้อมกับออกเดินนำทาง ซึ่งกิ๊กกี๋ก็เดินตามออกไป
เมื่อคนทั้งคู่เดินมาถึงรถเบนซ์ไฟสี่ตาคันสีดำ เถิดรีบเปิดประตูตอนหลังให้กับหญิงสาวขึ้นรถไปก่อน แล้วจึงรีบปิดประตูทันที เมื่อกิ๊กกี๋นั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว เธอหันมองโน้นมองนี่ผ่านทางแว่นตาดำที่ยกขึ้นสวมใส่อีกครั้ง โดยไม่ได้สนใจอะไรกับคนที่มารับ เถิดลากกระเป๋ามาไว้ที่เบาะหลังใกล้ ๆ กับที่หญิงสาวนั่งอยู่ตามที่เธอได้สั่งไว้ หล่อนหันมามองเขานิดนึงช่วงนำกระเป๋าขึ้นมาวางใกล้ ๆ เธอ จากนั้นกิ๊กกี๋จึงเบือนหน้าไปมองวิวทิวทัศน์ทางอื่นต่อไป เถิดปิดประตูอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็เดินไปเปิดประตูของคนขับก้าวเข้าไปนั่งประจำที่พร้อมกับดึงประตูรถเข้ามาปิดตามเดิมและดึงสายรัดเข็มขัดนิรภัยมาคาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงสต๊าทรถขับเคลื่อนออกจากสนามบินไป
ระหว่างที่กำลังเดินทางอยู่บนถนนอยู่นั้น หญิงสาวที่นั่งอยู่ทางตอนหลังก็ตะโกนเรียก
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

คนขับรถของเธอเพื่อต้องการอะไรสักอย่างจากเขา นี่นายเถิด ขอยืมโทรศัพท์มือถือหน่อยสิ
เถิดกำลังขับรถได้ยินเสียงเรียกดังนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมองกิ๊กกี๋ผ่านทางกระจกมองหลัง มือถือเหรอครับ จะเอาไปทำอะไรครับ
ฉันก็แค่อยากจะยืมโทร.หาเพื่อนฉันหน่อย ก็แค่นั้นได้ไหม
อ๋อ ได้ครับ เดี๋ยวผมหยิบให้ เถิดรับคำพร้อมกับละสายตาจากกระจกมองหลัง ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงส่งยื่นให้กับเธอ กิ๊กกี๋โน้มตัวมาข้างหน้าเอือมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือจากเถิด แต่เผอิญรถดันตกหลุมกิ๊กกี๋จึงเซถลา หน้าอกไปกระแทกเข้ากับมือของเถิดเข้าอย่างจัง เล่นเอาเธอถึงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด โอ๊ย
คนขับรถพอมือของเขาไปสัมผัสโดนส่วนอะไรที่นิ่ม ๆ เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อหล่อนรับโทรศัพท์มือถือมาจากเถิดมาแล้ว หล่อนก็จ้องมองเขาด้วยหน้านิ่ง ๆ ทั้งที่ยังสวมแว่นตาอยู่ พร้อมกับพูดติเตียนแบบน้ำเสียงขึ้นจมูก ขับรถให้มันดี ๆ หน่อยสิ มันเจ็บน่ะรู้ไหม
เจ็บมากไหมครับ เถิดถามขึ้นด้วยความห่วงใยระคนปลาบปลื้ม ที่ส้มหล่นมาโดนมือ พอมีอะไรที่ผม จะช่วยได้บ้างไหมครับ
ทะลึ่ง ไม่ต้องเลย ขับรถไป กิ๊กกี๋ตำหนิติเตียนอย่างเสียงแข็ง พร้อมกับเบนหน้าไปมองบรรยากาศด้านนอกของตัวรถเหมือนกับกำลังใช้ความคิด แล้วเธอก็นึกไม่ออก เธอจึงหันกลับไปทางกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่ข้าง ๆ เธอวางโทรศัพท์มือถือลงตรงบริเวณช่องขา ด้านหน้าบริเวณขากางเกงยีนส์ตัวจิ๋ว โดยที่ไม่ได้สังเกตเลยว่าคนขับรถนั้นตาของเขาจ้องเพ่งมองโทรศัพท์ฯ ที่อยู่ตรงส่วนนั้นโดยผ่านทางกระจกมองหลังอย่างแช่มชื้นในความรู้สึก กิ๊กกี๋เอื้อมมือเปิดซิบกระเป๋าเดินทางด้านหน้าหยิบเอาสมุดจดเบอร์โทรศัพท์เล่มขนาดกระถัดรัดสีสันสดใสขึ้นมา ซึ่งในนั้นมีรายชื่อที่เป็นฝรั่งอยู่เยอะแยะมากมาย เธอค่อย ๆ เปิดไล่ไปทีละหน้า เพื่อที่จะหารายชื่อของใครคนหนึ่งที่ต้องการติดต่อตามที่คิดไว้ เมื่อพบเจอรายชื่อคนดังกล่าวแล้ว เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหมายเลขเบอร์โทร.ของคน ๆ นั้นอย่างว่องไว
                เมื่อได้ยินเสียงทางปลายสายกิ๊กกี๋ชิงพูดขึ้นทันที ไฮเพียว นี่กิ๊กกี๋เอง จำได้ไหม
                ทางปลายสายถามกลับมา กิ๊กกี๋ ไหนเหรอ
โธ่ จำไม่ได้แล้วหรือไง กิ๊กกี๋เพื่อนเรียนปริญญาโท ที่อเมริกากับเธอไง
                ทางปลายสายนิ่งเงียบไป เหมือนกับกำลังคิดอยู่ว่าคนที่โทร.มาหานั้นเคยเจอกันยังสถานที่ที่คนโทร.เข้ามานั้นพูดจริงเหรอเปล่า คนทางปลายสายเหมือนคิดได้แล้วก็พูดขึ้น อ๋อ จำได้แล้ว นี่กลับมาเที่ยวเมืองไทยเหรอ
                ใช่จ้า กิ๊กกี๋ตอบอย่างเสียงใส ระคนด้วยความเบื่อที่ทางปลายสายรู้สึกช้ามาก
                Rock N’Roll Dream Come Throug

และคิดยังไงถึงโทร.มาล่ะ
                ไม่ให้โทร.หาเธอแล้ว จะให้โทร.หาใครกันล่ะ เพื่อนคนไทยฉันมีซะที่ไหนถ้าไม่ใช่เธอ
                ขอโทษที มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอว่ามาได้เลย
สองสาวต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน กับการระลึกถึงความหลังครั้งเก่า ๆ สมัยที่เรียนอยู่ด้วยกันที่ต่างประเทศ  ส่วนคนขับรถก็ขับไปอย่างมีความสุข ขณะที่เฝ้ามองสาวสวยเป็นระยะ ๆ ผ่านทางกระจกมองหลัง เมื่อทั้งสองสาวคุยตกลงนัดแนะในการเจอกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หล่อนก็กดปุ่มวางโทรศัพท์มือถือ ส่งคืนให้กับคนขับรถพร้อมกับเอ่ยเสียงใส ๆให้กับเขาด้วย ขอบใจมากนะ นายเถิดแต่เธอก็มิวายรำพึงรำพันด้วยอารมณ์เสีย ขณะที่มองออกไปยังนอกหน้าต่างรถที่เห็นรถติดแน่นขนัด ทำไมเมืองไทยรถมันถึงได้ติดนัก ก็ไม่รู้น่าเบื่อชะมัดเลย คุณพ่อน่าจะซื้อบ้านอยู่ใกล้ ๆ สนามบิน
พอฝ่ามรสุมรถติดมาได้แล้ว รถเบนซ์คันดังกล่าวเคลื่อนเข้ามาจอดยังประตูทางเข้าที่สูงใหญ่ตระหง่านที่กำลังปิดอยู่ เป็นประตูลูกกรงสีขาวพอจะมองเห็นเข้าไปในบริเวณบ้านที่กว้างใหญ่และตัวบ้านที่สร้างสไตล์ยุโรปหลังใหญ่สีขาว และจำนวนรถยนต์ที่จอดอยู่ข้างในสามถึงสี่คันมีทั้งรถเก๋งและรถตู้ที่เป็นยี่ห้อเดียวกัน ทั้งหมดเหมือนอย่างรถคันที่จอดอยู่หน้าประตู
                ประตูบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกอย่างอัตโนมัติ เมื่อมันถูกเปิดออกจนสุดแล้ว เถิดนำรถขับเคลื่อนเข้าไป และประตูก็ค่อย ๆ ปิดลงตามเดิม คนที่อยู่ภายในบ้านก้าวเดินออกมาด้วยกันถึงสองคนเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ฝ่ายชายพอเห็นลูกสาวก็รีบเดินลงบันไดไปหาพร้อมกับยกแขนทั้งสองขึ้น สวมกอดหญิงสาวตรงหน้า ยินดีต้อนรับกลับบ้านจ๊ะ กิ๊กกี๋ลูกพ่อ
                กิ๊กกี๋โผเข้ากอดพ่อของเธอพร้อมกับพูดขึ้นอย่างมีความสุข ไฮ คุณพ่อ
                สองพ่อลูกสวมกอดกันอย่างแนบแน่น หลังจากที่ห่างหายกันไปนาน เป็นยังไงบ้างลูกรักของพ่อ เสี่ยนรสิงห์พูดพร้อมกับดึงลูกสาวของตัวเองออกจากอ้อมอก สองมือยังคงจับอยู่ที่หัวไหล่
สบายดีค่ะ คุณพ่อ           
ดูลูกผอมไปนะ รู้ไหม เสี่ยนรสิงห์มองสำรวจเรือนร่างของลูกสาว แล้วจึงเอ่ยขึ้นเป็นเชิงตำหนิ เหรอว่าคนทางโน้นเลี้ยงดูไม่ดี กลับมาอยู่กลับพ่อก็ได้นะลูก
                คุณพ่อกำลังโทษ คุณแม่อยู่นะค่ะ กิ๊กกี๋พูดด้วยน้ำเสียงประชด
                เสี่ยนรสิงห์นิ่งอึ้งไปสักพัก เมื่อลูกสาวเอ่ยถึงภรรยาที่หย่าร้างกันไปนานแล้ว และนำลูกสาวของตน เพียงคนเดียวไปอยู่ด้วย ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก เมื่อผลจากการฟ้องหย่าในครั้งนั้นเกิดขึ้นและสิทธิ์ในการดูแลบุตรสาวตกเป็นของอดีตภรรยาไป
                โกรธเหรอค่ะ หนูขอโทษค่ะคุณพ่อ กิ๊กกี๋โผเข้ากอดพ่อของเธอ อย่างเคล้าคลอเคลียคล้ายลูกแมวที่กำลังออดอ้อน ที่จะขออะไรบางจากผู้เลี้ยง เมื่อเห็นสีหน้าผู้เป็นพ่อดูเงียบขึมไป
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย
               
เสี่ยนรสิงห์ค่อย ๆ คลายสีหน้าลง แล้วดึงลูกสาวออกจากอ้อมอกอีกครั้ง อย่าไปพูดถึงอีกเลยลูก เสี่ยนรสิงห์มีสีหน้าที่สดชื่นอีกครั้ง พร้อมกับถามลูกสาวด้วยความห่วงใย ว่าแต่มาเหนื่อย ๆ กินอะไรมาเหรอยัง พ่อให้คนในบ้านทำอาหารไว้ให้เยอะแยะเลย
                จริงเหรอค่ะ กิ๊กกี๋พูดพร้อมกับเอามือลูบไปทั่วบริเวณท้องของเธอ กิ๊กกี๋ยังไม่ได้กินอะไรเลยหิวมากค่ะ คุณพ่อ
                ถ้าหิ้วอย่างนั้นก็ขึ้นไปกินอะไรบนบ้านกันเลยดีกว่าลูก เสี่ยนรสิงห์พูดพร้อมกับหันไปสั่งเถิดที่ยืนอยู่ข้างรถเบนซ์ ไม่มีอะไรแล้ว เอารถไปเก็บได้เถิด
                ครับนาย ลูกน้องคนสนิทขานรับคำพร้อมกับเปิดประตูรถ จากนั้นเขาจึงฉุกคิดขึ้นได้ว่า หญิงสาวที่นั่งมาในรถด้วยนั้นลืมของเอาไว้ เขาจึงเอ่ยถามขึ้น แล้วกระเป๋าเดินทางที่อยู่ในรถล่ะครับ
                หือ มีของมาด้วยเหรอ จะขนมาทำไมก๊าน ที่บ้านพ่อมีของเตรียมไว้ให้ลูกเยอะแยะไม่น่าขนมาให้ลำบาก เสี่ยนรสิงห์ปรารภ
                อ้อ ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่เครื่องสำอางนิดหน่อยเอง
                จบประโยคของหญิงสาวเล่นเอาเถิดถึงกับอึ้งกับเครื่องสำอางที่อยู่ในกระเป๋าใบนั้น ที่เขากำลังยกมันลงจากรถ เพราะมันหนักพอสมควร
ป่ะ ลูกไปกินข้าวกัน ส่วนข้าวของเดี๋ยวให้เด็กของพ่อมันขนขึ้นไปให้เสี่ยนรสิงห์พูดพร้อมกับเดินเข้ามาโอบไหล่ลูกสาว
ค่ะ คุณพ่อกิ๊กกี๋พูดพร้อมกับโอบเอวพ่อเธอ
ในขณะที่สองพ่อลูกต่างประคองกันเดินขึ้นบันไดไปนั้น ก็ได้เดินผ่านผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนรออยู่ เสี่ยนรสิงห์จึงแนะนำลูกสาวของตนให้รู้จักผู้หญิงคนดังกล่าว นี่คือฟ้ารุ่ง ผู้ช่วยงานของพ่อหญิงผู้ถูกแนะนำตัวส่งยิ้มให้กับลูกสาวของเขาอย่างอ่อนโยน
ส่วนกิ๊กกี๋กับมองหน้าผู้หญิงที่พ่อของเธอแนะนำด้วยหางตาอย่างเยียดหยาม ก่อนจะพูดแบบเสียงกระแทก ๆ สวัสดีค่ะเล่นเอาผู้หญิงที่ยืนอยู่ถึงกับหุบยิ้มทันที
ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะ หนูกิ๊กกี๋เสี่ยนรสิงห์พูดตักเตือนลูกสาว
พ่อค่ะ ไปกันเถอะค่ะ หนูหิวแล้วนะค่ะ กิ๊กกี๋พูดอย่างออดอ้อนพร้อมกับดึงมือพ่อของเธอให้เดินเข้าไปในบ้าน
โดยที่เสี่ยนรสิงห์ก็ยอมเดินตามเข้าไปด้วยรอยยิ้มและด้วยความรักในตัวลูกสาวเป็นอย่างมาก จนลืมชักชวนผู้หญิงที่ยืนอยู่ให้เข้ามาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ฟ้ารุ่งพยายามไม่ใส่ใจกับการกระทำของเด็กที่ไร้ซึ่งการอบรม แล้วเธอจะเป็นผู้สั่งสอนหล่อนเสียเอง ฟ้ารุ่งคิดอย่างนั้นพร้อมกับก้าวเดินตามนายของตนเข้าไปภายในตัวบ้าน

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

Rock N’Roll Dream Come Throug
๑๙
ผั๊วะผั๊วะผั๊วะตุ๊บตุ๊บตุ๊บ…”                                                                                                
“- -หือ หมัดหนักชะมัด--”
“- -ไม่ใช่หมัดอย่างเดียวนะเว้ย ดูขาตอนเต๊ะกระสอบทรายสิ เล่นซะสั่นกระเพื่อมขนาดนั้น ถ้ากระสอบทรายเป็นคน ไม่อยากจะคิดเลยว่ะ ว่าจะมีสภาพเป็นเช่นไร--”
“- -ใครได้ไปเป็นแฟน จะไหวไหมว่ะเนี่ย --”
“- -นั่นสิ ถ้าทำให้แม่ไม่ถูกใจ หรือคัดใจหล่อนแม้แต่นิดเดียวมีหวัง ไม่อยากคิดเลยกู--”
“- -เฮ้ย แต่กูว่าสวยดุอย่างนี้ดี ถ้าได้มาเป็นเมียชีวิตคู่คงจะมีรสชาติขึ้นเยอะ--”
“- -รสชาติเลือด กรบปากล่ะสิมึง--”
เสียงที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาหนุ่ม ๆ ที่ต่างยืนจับจ้องมองมาที่แม่งามคนหนึ่ง ที่ผิวขาวเนียน เส้นผมของเธอยาวตรง รวบมัดเป็นหางม้าพร้อมกับขาดผ้ายางยืดสีดำที่รอบศีรษะตรงบริเวณหน้าผาก เพื่อช่วยในการซับเหงื่อ สวมเสื้อก้ามรัดรูปสีดำที่ยาวลงมาปิดถึงใต้ บริเวณเนินอกสวมกางเกงวอร์มเข้ารูปสีดำที่ยาวลงมาเกือบถึงหน้าแข้ง สวมรองเท้าผ้าใบสีดำ ด้วยทรวดทรงที่ดูดีเช่นนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่มาออกกำลังที่ศูนย์กีฬาของทางราชการ ต่างต้องมองเหลียวหลังหรือไม่ก็หยุดยืนดูเธอออกกำลังกายกระหน่ำ อัดกระสอบทรายที่แขวนห้อยอยู่ตรงหน้าอย่างเมามันส์เหมือนกับว่าเธอกำลังโกรธใครมาเป็นสิบปี ถึงได้มาระบายลงกับกระสอบทรายเจ้ากรรมที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เช่นนี้ ไม่ว่าจะท่าเต๊ะหรือต้อยเป็นอะไรที่ดูมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก
สักพักเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่ในกระเป๋าใส่เสื้อผ้าที่เปิดซิบค้างไว้อยู่บนเก้าอี้ใกล้ ๆ ที่เธอออกกำลังกาย ร้องบอกเตือนให้รู้ว่ามีใครคนหนึ่งต้องการคุยกับเธอด้วย เธอจึงหยุดอัดกระสอบทรายเป็นการชั่วคราว แล้วจึงเดินไปยังกระเป๋าที่วางอยู่ด้วยความรู้สึกที่ตะงิด ๆ นิด ๆ กับสายตาที่เฝ้าจ้องมองมา เธอจึงหยุดเดินพร้อมกับหันไปชำเลืองมองคนที่อยู่รอบข้าง โดยใช้แค่หางตาเพียงเท่านั้น เล่นเอาบรรดาชายหนุ่มที่นั่งหรือยืนอยู่กับอุปกรณ์ที่ตนกำลังใช้ออกกำลังกาย ต่างก้มหน้าก้มตาเล่นกันเหมือนเดิมอย่างเป็นปกติ ส่วนบางคนก็ทำเป็นเดินมองโน้นมองนี่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากที่ลานชีวิตของแต่ละคนหยุดไปชั่ว ขณะพอเจอไขด้วยแววตาที่มองเหมือนอาฆาตมาดร้ายเข้า ทุกชีวิตก็ขยับเขยือนได้ตามปกติ เธอส่ายหน้าไปมาอย่างรู้สึกเอือมระอากับอะไรบางอย่าง แล้วจึงก้มลงไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ยังร้องไม่เลิก เพื่อดูว่าเป็นเบอร์ของใคร เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของใคร พร้อมรูปถ่ายที่หันเอียงด้านข้างของใบหน้าที่เหมือนกับแอบถ่ายมา เล่นเอา

เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

เจ้าของมือถือถึงกับอมยิ้มอย่างมีความสุข เธอชื่นชมรูปนั้นอยู่สักพัก แล้วจึงพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้กลับเป็นปกติตามเดิม แล้วจึงกดเบอร์รับสายนั้นพร้อมกับกรอกเสียงตัวเองลงไป
                สวัสดีค่ะ ผู้กอง หญิงสาวเอ่ยทักทายคนที่โทร.เข้ามาก่อน ด้วยน้ำเสียงที่ดูหนักแน่น
                สวัสดีครับ ผู้หมวดอรนุช ทางปลายสายขานรับ
                มีอะไรเหรอค่ะ ถึงได้โทร.มาหาดิฉัน
                พอดีมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น อยากให้คุณมาช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ
                เรื่องอะไรเหรอค่ะ ที่คนเก่งอย่างผู้กองพล ทำไม่ได้ ถึงได้โทร.มาหาดิฉัน
                งานอย่างนี้ผมไม่ค่อยถนัดน่ะครับ ถึงต้องไว้ว่านให้หมวดสาวแสนสวยประจำกรมฯ อย่างคุณมาช่วยดูให้
                คำพูดที่ทางปลายสายพูดทิ้งท้ายเล่นเอาหญิงสาวถึงกับหน้าแดง เหมือนลูกตำลึงสุก
                ได้ไหมครับ ทางปลายสาย ยังคงลุกเล้าต่อไป
                หญิงสาวรู้สึกสะดุ้งตื่นจากฝันหวานชั่วขณะ พร้อมกับสะบัดหน้าไปมา เพื่อเรียกความรู้สึกเดิมกลับคืน แล้วจึงตอบทางปลายสายไปอย่างหนักแน่นพร้อมกับพยักหน้าไปด้วย ค่ะได้ค่ะ ตอนนี้ผู้กองอยู่ที่ไหนค่ะ
                โรงพยาบาลแถวย่านบางนา-ตราด ถ้าคุณเดินทางใกล้มา ถึงลองโทร.หาผมอีกที ผมจะบอกให้ว่าอยู่โรงพยาบาลไหน
                ค่ะ ดิฉันขอเตรียมตัวก่อน แล้วจะรีบไป
                เพิ่งตื่นเหรอครับ
                ตื่นนานแล้วค่ะ กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่
                รีบ ๆ มาให้ได้นะครับ ผมจะรอ
                ค่ะ
จบประโยคการสนทนา เธอจึงกดปุ่มวางสายโทรศัพท์มือถือด้วยความรู้สึกที่ดีใจที่จะได้มีโอกาสทำงานอยู่ใกล้กับคนที่เธอแอบชอบอีกครั้ง ผู้หมวดสาวก้มลงมองโทรศัพท์ที่ถืออยู่ในมืออีกครั้งด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองเพดานพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าอย่างเต็มที่ แล้วจึงหมุนตัวยกเท้าขวาขึ้นเต๊ะกระสอบทรายตรงหน้าอย่างเต็มแรง เหมือนเป็นการแก้เขิน ด้วยเสียงเต๊ะที่ดังฟังชัดเล่นเอาลูกล้อที่แขวนกระสอบทรายอยู่ ถึงกับเลือนถอยหลังไประยะหนึ่ง บรรดาชายหนุ่มที่กำลังเล่นอุปกรณ์การออกกำลังกายอยู่ใกล้ ๆ ต่างตกใจสะดุ้งเฮือก
เสียงเคาะประตูบอกเตือนให้คนที่อยู่ข้างในห้องของคนไข้ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปแล้วนั้น ได้รู้ว่ามีใครกำลังจะขอเข้ามา ผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ในห้องต่างหันไปมองโดยพร้อมเพียงกัน ผู้หมวดวีระศักดิ์จึงเอ่ยขึ้นบอกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สงสัยคงจะมาถึงแล้วมั้ง ครับ
Rock N’Roll Dream Come Throug

พูดเป็นหนังการ์ตูนไปได้ ผู้หมวดอะไรจะรวดเร็วปานนั้นผู้กองพลวัฒน์พูดกับคนของเขาเป็นเชิงประชดประชัน
มันก็ไม่แน่นะครับ เธอยิ่งเป็นคนทำอะไรได้รวดเร็วอยู่ด้วย ผู้หมวดวีระศักดิ์ยังคงพูดแบบยิ้ม ๆ ที่มุมปาก
แล้วประตูห้องก็ถูกเปิดออกเผยโฉมให้เห็นคนที่กำลังเดินเข้ามา ซึ่งทำให้คนทั้งสองหยุดการโต้เถียงกัน เมื่อเห็นหน้าบุรุษพยาบาลสองนายที่เดินตรงเข้ามาหาพวกเขา เอ่อ คุณผู้กองครับ คุณหมอให้มาทำการเคลื่อนย้ายผู้เสียชีวิต ทั้งสองไปยังห้องดับจิตครับ หนึ่งในบุรุษพยาบาลคนหนึ่งที่ยืนอยู่ทางซ้ายเอ่ยกับหัวหน้าเจ้าหน้าที่จากทางการ
อ๋อ เชิญครับ ผู้กองพลวัฒน์พูดพร้อมกับถอยหลังหลบให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ส่วนคนสนิทของเขาก็ถอยหลบตามด้วยเช่นกัน จากนั้นตำรวจทั้งสองนายจึงก้าวเดินออกไปยังหน้าห้อง
เมื่อคนทั้งสองเดินออกมาจนพ้นประตูห้องแล้ว ผู้หมวดวีระศักดิ์ก็ชักชวนให้หัวหน้าของเขาไปหาอะไร เพื่อรองท้องในช่วงที่กำลังคอยการมาของผู้หมวดอรนุช ซึ่งผู้กองก็เห็นด้วยเพราะทั้งคู่ต่างก็รีบมาโดยที่ยังไม่ได้ทานอะไรกันเลยในช่วงมื้อเช้า
หลังจากที่เสร็จภาระกิจการประทั่งชีวิตกันจนอิ่มแล้ว นายตำรวจทั้งสองต่างพากันเดินตรงไปยังห้องที่โรงพยาบาลใช้เก็บผู้เสียชีวิต เมื่อเดินมาถึงยังห้องที่ต้องการแล้วผู้กองพลวัฒน์เห็นไฟในห้องเปิดอยู่ ก็พักประตูเข้าไปภาพที่เห็นยังคงเป็นคนที่เสียชีวิตทั้งสองคนที่ยังคงนอนอยู่บนเตียงตามเดิม โดยไม่มีใครอยู่ด้วยเลยสักคนเดียว เขาดึงประตูปิดเข้าที่ตามเดิมแล้วเดินมานั่งตรงเก้าอี้หน้าห้องกับผู้หมวดวีระศักดิ์ที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว
ผู้หมวดวีระมีความคิดเห็นว่ายังไงบ้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับคนไข้ทั้งสองที่เสียชีวิตลง มันจะเกี่ยวเนื่องกันกับกลุ่มคนสองกลุ่มที่นัดคุยกันแถวท่าเรือนั้นหรือเปล่า ที่เราไปดักซุ่มดูในครั้งก่อนผู้กองพลวัฒน์พูด
คนสนิทของเขาทำท่าครุ่นคิด พร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ สถานการณ์มันดูคลุมเครือมากเลยครับ และอีกอย่างคนทั้งสอง ก็มาเสียชีวิตไปเสียก่อน ที่ทางเราจะรู้ได้ว่าคนทั้งสองเป็นคนของฝ่ายไหนกันแน่ หรืออาจจะไม่ใช่คนของทั้งสองฝ่ายเลยก็ได้ครับ
แล้วคนที่ให้ข้อมูลในเหตุการณ์ครั้งนั้น ยังมาอีกไหม
ผู้กองพูดถึงลุงชื่นขี้เมาคนนั้นเหรอครับ
ใช่
ผมเองก็ให้คนของเราคอยดูอยู่ครับ ว่าแกจะมาอีกไหม เพราะหลังจากที่แกมาแจ้งเรื่องให้นายเวรในวันนั้นแล้ว ก็หายหน้าไปเลย ทีแรกก็ดูไม่ค่อยหน้าเชื่อถือเท่าไหร่เพราะแกเมามากและ
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

พูดจาเหมือนคนเพ้อเจ้อซะขนาดนั้น พอดีผมเดินผ่านไปเห็นเข้าผมจึงบอกให้นายตำรวจคนนั้นรับเรื่องไว้ก่อน ผมถึงได้ลองมาปรึกษากับผู้กอง
แล้วผลมันก็เป็นจริงอย่างที่แกพูด ผู้กองพลวัฒน์พูดสวนขึ้น
 ครับ ตอนนี้เลยไม่รู้ว่าแกไปอยู่ที่ไหน แต่ยังไงผมให้คนของเราที่ไว้ใจได้ออกตามหาแกแล้วครับ เผื่อจะได้เบาะแสอะไรบางอย่างเพิ่มเติมอีกผู้หมวดวีระศักดิ์ยังคงบรรยายเหตุการณ์ต่อไป
ผมก็หวังให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ผู้กองพลวัฒน์พูดพร้อมกับนั่งหลับตาเอนหลังพิงเก้าอี้โดยที่ศีรษะแนบชิดติดกับกำแพง ส่วนคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาก็หันมองไปรอบ ๆ บริเวณแถวนั้น
กลัวผีหรือไงหมวด ผู้กองพลวัฒน์พูดขึ้น ขณะยังคงนั่งหลับตาอยู่
เปล่าครับ แค่มันดูวังเวงชอบกล

สักพักมีเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่ง กำลังเดินเข้ามายังจุดที่ตำรวจสองนายกำลังนั่งกันอยู่ ผู้กองพลวัฒน์ค่อย ๆ ลืมตาพร้อมกับชะโงกตัวออกมาดูว่ามีใคร กำลังเดินมา เมื่อกลุ่มคนที่มาคือคนของเขาเอง พร้อมด้วยคุณหมอคนเดิมที่เจอกันในห้องคนไข้ ที่เดินรั้งท้าย
เป็นยังไงติดต่อนางพยาบาลคน เมื่อคืนได้หรือยังผู้กองพลวัฒน์พูด
ยังติดต่อไม่ได้เลยครับ โทร.เข้ามือถือเธอไปกี่ครั้ง ก็ไม่ยอมรับสายเลยครับ จ่าเปี๊ยกรีบตอบอย่างเร็วปรื๋อ เพราะเขาเดินนำหน้ามาก่อน
                อืมแล้วพอจะมีทางอื่นอีกไหมที่จะติดต่อเธอได้ ผู้กองพลวัฒน์ยังคงถามต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด
                เอ่อ เห็นเพื่อนของเธอคนหนึ่งให้เบอร์ที่พักมาด้วย ผมลองติดต่อดูแล้วเธอก็ยังไม่ยอมรับสายเลยครับ จ่าเปี๊ยกยังคงพูดรายงานเรื่องราวต่อไป
                งั้นเอาอย่างนี้พวกคุณทั้งหมดลองไปสอบถามเจ้าของหอพักที่เธออยู่ดูสิว่าเธอกลับไปหรือยัง ส่วนทางนี้เดี๋ยวผมกับผู้หมวดวีระศักดิ์จะรับช่วงต่อเอง ผู้กองพลวัฒน์พูดออกคำสั่งกับคนของเขา
                ครับผู้กอง เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสี่นาย รับคำสั่งโดยพร้อมเพียงกัน ยกเว้นคุณหมอ
พอรับคำสั่งเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าทั้งสี่นายเตรียมจะเดินจากไป พวกเขาก็ได้พบหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินสวนเข้ามาพอดี หล่อนเดินเข้ามาในลักษณะเชิดหน้าตรง สวมหมวกแก๊ปสีน้ำเงินสวมเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์สีดำ สวมเสื้อยืดสีขาวด้านใน นุ่งกางเกงยีนส์สีดำ สวมรองเท้าคัตชูหุ้มข้อสีดำส้นตึก กำลังเดินตรงไปยังเจ้าหน้าที่สองคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง โดยไม่สนใจที่จะเมียงมองกลุ่มคนที่กำลังจะเดินผ่านไป หมู่แม็คหันหน้าไปพูดกับจ่าเปี๊ยกที่เดินอยู่ข้าง ๆ
                Rock N’Roll Dream Come Throug

จ่า ดูสิ นางสิงห์แห่งสถาบันนิติเวชปรากฏตัว มาที่นี่ด้วย
                เฮ้ย พูดอย่างนั้นเดี๋ยวผู้หมวดได้ยินเข้า มึงเละแน่ และอีกอย่างสิงห์เสองที่ไหนกันนั้นมันนางเสือชัด ๆ
 นี่ จะไปทำงานกันดี ๆ เหรอ ว่าจะต้องให้นวดเนื้อนวดตัวกันก่อนหึผู้หมวดสาวหยุดยืนพูดตวาดออกไปเล่น เอากลุ่มคนทั้งสี่ต่างรีบเดินจ้ำอ้าวเดินกันไปอย่างรวดเร็ว
มาแล้ว ผู้กองพลวัฒน์พูดพร้อมกับเดินเข้ามายืนอยู่ใกล้ ๆ เธอ
                ก็มาถึงแล้วน่ะ สิตาบอดรึไง ผู้หมวดอรนุชพูดเป็นเสียงตะหวาดพร้อมกับใบหน้าที่บูดบึ้งหันมาทางคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เธอ พอเธอหันหน้ามาเห็นเขาปุ๊บถึงกับผงะก้าวถอยหลัง สีหน้าเริ่มแดงระเรื่อ เธอก้มหน้าก้มตาโดยมีปีกหมวกที่สวมใส่อยู่บังหน้าเอาไว้ครึ่งหนึ่ง ขอโทษค่ะ ผู้กอง
                ไม่เป็นไรหรอกครับ เวลาคุณตกใจก็ดูน่ารัก กว่าเมื่อกี้เยอะเลย
                ผู้หมวดอรนุชได้ยินคำชมดังนั้นถึงกับนิ่งอึ้งไป แล้วจากนั้นจึงค่อย ๆ พยายามข่มความรู้สึกของตัวเองลง มีอะไรเกิดขึ้นเหรอค่ะ ถึงได้เรียกดิฉันมาที่นี่
                มีคนไข้ในความคุ้มครองของเรา เสียชีวิตอยู่สองคน ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด จึงอยากให้คุณลองมาช่วยดูหน่อยครับผู้กองพลวัฒน์พูดอธิบาย
                อ้าวแล้วไม่ให้ทางโรงพยาบาลจัดการเองล่ะค่ะ หรือว่าเชื่อถือไม่ได้
                ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมอยากสรุปผลการเสียชีวิตให้แน่ชัด โดยมีคนของเราอยู่ด้วย และต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ผู้กองพลวัฒน์หยุดพูด แล้วจึงหยอดคำพูดต่อไป อย่างเช่นคุณ
                ผู้หมวดสาวหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาอีก เธอจึงรีบพูดเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ด้วยอาการที่ร้อนรน งั้นก็เริ่มงานกันเลยดีกว่าค่ะ จบประโยคเธอก็เดินเข้าไปยังห้องที่ใช้เก็บผู้เสียชีวิต โดยมีผู้หมวดวีระศักดิ์กำลังยืนอยู่ส่งยิ้มพร้อมกับผงกศีรษะ ทำการเปิดประตูให้กับเธอ หญิงสาวไม่ได้พูดอะไรออกไป เธอเพียงแค่ผงกศีรษะและยิ้มให้เป็นการขอบคุณ ผู้กองพลวัฒน์และคุณหมอเดินตามหลังเธอเข้าไป ส่วนคนสุดท้ายที่ตามเข้าไปทีหลังคือผู้หมวดวีระศักดิ์
เมื่อคนทั้งหมดเดินเข้ามาในห้องโดยพร้อมเพียงกันแล้ว ผู้หมวดอรนุชหันไปมองบริเวณโดยรอบจากนั้น จึงเดินไปยังบริเวณที่รถเข็นคันหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ บนรถเข็นคันนั้นมีเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ต้องใช้ในการตรวจรักษาจอดอยู่ เธอจึงเดินเข้าไปหยิบถุงมือยางขึ้นมาคู่หนึ่งพร้อมกับสวมใส่ จากนั้นจึงหยิบส่งให้กับคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ พร้อมด้วยหน้ากากผ้าอนามัยสีขาวที่ไว้ใส่กันเชื้อโรคส่งให้กับทุกคน เมื่อต่างคนต่างสวมใส่กันเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้หมวดอรนุชเดินตรงเข้าไปยังร่างของคนสองคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนรถเข็นโดยหาได้มีความสะทกสะท้านต่อบรรยากาศโดยรอบที่เงียบสงัด
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

ผู้หมวดอรนุชเดินก้าวมาถึงยังร่างของผู้เสียชีวิตที่ตอนนี้มีสำลีปิดที่ดวงตาและปากแล้ว เธอยกมือไหว้ทำความเคารพศพผู้ตายทั้งสอง เหมือนเป็นการขอขมาที่ต้องล่วงเกินต่อร่างของผู้ตาย ส่วนคุณหมอของโรงพยาบาลก็เดินเข้าไปยืนอยู่ กึ่งกลางระหว่างรถเข็นสองคันโดยเริ่มหันมาทางศพแรกที่นอนอยู่ก่อน ส่วนผู้กองพลวัฒน์และผู้หมวดวีระศักดิ์ทั้งสองนั้นยืนอยู่ตรงปลายเตียง
หมวดสาวพิจารณาดูร่างของผู้เสียชีวิตโดยเริ่มจากที่บริเวณหน้าตาก่อน เธอเอื้อมมือไปจับที่โครงหน้าของผู้ตายค่อย ๆ หมุนเอียงไปมาอย่างช้า ๆ ทั้งซ้ายและขวา แล้วจากนั้นเธอค่อย ๆ ไล่สายตาของตนลงมาจนถึงบริเวณคอ และมองลงไปยังลำตัวจากนั้นเธอจึงเงยหน้าขึ้นมองคุณหมอพูดเพื่อขออนุญาตเป็นเชิงให้เกียรติต่อเจ้าหน้าของทางโรงพยาบาล ที่อาจจะทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาไปบ้าง ขออนุญาตเปิดเสื้อ ของผู้เสียชีวิตหน่อยนะค่ะ
                เชิญตามสบายครับ คุณหมอพูดด้วยเสียงอู้อี้ เพราะหน้ากากอนามัยที่สวมอยู่ พร้อมกับพยักหน้าไปด้วย
                เมื่อได้รับการอนุญาตแล้ว เธอจึงทำการทอดเสื้อผ้าผู้ตายอย่างช้า ๆ เผยให้ลำตัวผิวสีแทนที่เริ่มซีดลง เธอใช้สายตามองไล่ไปบนเรือนร่างนั้นก่อน จากนั้นเธอก็ค่อยเอามือทั้งสองข้างของตนขึ้นรูปไร้ลงไปบนลำตัวของผู้ตายเหมือนกับกำลังคว้านหาอะไรบางอย่าง บนเรือนร่างนั้น แต่ก็ไม่พบเจออะไรเลยซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก หรือว่าผู้ตายอาจจะสิ้นลมหายใจอย่างเฉียบพลันกันแน่ เธอสะบัดหน้าเหมือนลบคำตอบง่าย ๆ นั้นออกไป แล้วจึงดึงเสื้อปิดร่างผู้ตายกลับคืนตามเดิม และจึงเดินอ้อมมายังรถเข็นอีกขันหนึ่งที่มีคนไข้ที่เสียชีวิตในแบบเดียวกันนอนอยู่ฝั่งตรงข้าม เพื่อตรวจดูอะไรบางอย่างด้วยเหมือนกัน ท่ามกลางสายตาของคนสามคนที่ยืนจับตาดูเธออยู่ ขณะที่เธอเดินหมุนไปยังรถเข็นอีกคันหนึ่งนั้นเธอก็หยุดชะงักนิดนึง ให้กับผู้หมวดวีระศักดิ์ที่ยืนขวางทางอยู่ เธอสบตาเขาเข้าอย่างจังและเขาส่งรอยยิ้มผ่านทางสายตานั้นให้กับเธอ ในขณะที่ยังคงสวมหน้ากากอนามัยอยู่แล้วจึงถอยหลบให้กับเธอ เธอโค้งศีรษะให้เขานิดนึง แล้วจึงเดินไปยังรถเข็นอีกคันหนึ่งที่จอดอยู่ ซึ่งคุณหมอที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างรถเข็นที่จอดอยู่ก็หมุนตัวตามมาด้วย เธอหันกลับมาสบตากับเขาอีกครั้งหนึ่ง ตัวผู้หมวดวีระศักด์เองยังคงจับจ้องอยู่ที่เธอ ด้วยแววตาเช่นเดิม จากนั้นเธอก็เบนสายตาหลบก้มลงมองไปยังร่างของผู้เสียชีวิตและทำการตรวจร่างของคนที่สองตามเดิม ที่ตรวจสอบผู้ตายคนแรกเมื่อสักครู่นี้ แต่เธอก็ยังมีห่างตาชำเลืองมองมายังผู้หมวดหนุ่มอยู่เป็นพัก ๆ และมีคำถามที่หมุนวนอยู่ในหัวเธออยู่บ้างประปลายว่าเขาจ้องมองเธอทำไมแทนที่จะมองไปที่ร่างของผู้ตายเหมือนอย่างผู้กองและคุณหมอ
หลังจากที่ตรวจสอบดูแล้วไม่พบเจออะไรที่ผิดสังเกต นอกจากบาดแผลที่คนไข้ถูกยิงมาเธอก็เดินเข้าไปหาผู้กองพลวัฒน์ที่ยืนอยู่
               
Rock N’Roll Dream Come Throug

พอจะได้เบาะแสอะไรบ้างไหมครับ ผู้กองพลวัฒน์เอ่ยถามขึ้น ผ่านทางหน้ากากอนามัยที่สวมใส่อยู่ด้วยเสียงที่อู้อี้เหมือนคุณหมอ
                ผู้หมวดอรนุชดึงหน้ากากอนามัยที่สวมใส่อยู่ลงมาถึงปลายคาง ส่ายหน้าไปมาอย่างช้า ๆ แล้วจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเหมือนคนที่ตกรอบในการแข่งขันอะไรสักอย่าง ไม่พบอะไรเลยค่ะ ผู้กอง
                ตรวจดีแล้วใช่ไหมครับ ผู้กองพลวัฒน์ยังคงถามเธอต่อไป คณะหนึ่งหน้ากากอนามัยลงมาไว้ที่ปลายคาง
 ค่ะ ผู้หมวดสาวก้มหน้าก้มตาตอบออกไปด้วยสีหน้าที่ยอมจำนน ซึ่งตรงกันข้ามกับสีหน้าที่ดูมาดมั่นเมื่อกี้นี้
                ผู้กองพลวัฒน์เงยหน้าขึ้นมองเพดาน พร้อมกับเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาจากความรู้สึกที่ดูล้มเหลว คงต้องสรุปตามผล ที่ได้รับมาแล้วกัน แล้วเขาก็ก้มลงมองร่างของผู้ตายแล้วเตรียมที่จะออกเดินจากห้องนั้นชันสูตรศพ       
ผู้หมวดอรนุชมองตามผู้กองไปจนสายตาของเธอไปประสบพบเจอเอาเข้ากับจำนวนขวดน้ำเกลือที่แคว้นอยู่ เธอจึงเอะใจขึ้นมาแล้วหันไปหาคุณหมอที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอพูดกับคุณหมอด้วยความรู้สึกที่เร่งรีบ ไม่ทราบว่านั่นใช่ขวดน้ำเกลือ ที่ให้คนไข้ครั้งสุดท้ายหรือเปล่าค่ะ
                คุณหมอทำท่าครุ่นคิดสักพักจึงหันไปมองขวดน้ำเกลือพลาสติก ที่แขวนอยู่บนขาล้อเลื่อนที่อยู่ตรงมุมหนึ่งห้อง
                นั่นไงครับ คุณหมอพูดพร้อมกับชี้มือไปที่ขวดน้ำเกลือที่แขวนอยู่
ผู้หมวดสาวหันหน้าไปตามนิ้วมือที่ชี้นั้นทันที พร้อมด้วยผู้กองพลวัฒน์และผู้หมวดวีระศักดิ์ที่มองตามไปด้วย เธอรีบเดินไปถึงจุดหมายนั้นก่อนใครพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำเกลือที่แขวนห้อยอยู่ลงมาก่อนหนึ่งขวด ซึ่งได้ทำการปิดจุกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเธอก็หันกลับมายังกลุ่มคนที่เดินตามเธอมาและหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ ผู้หมวดสาวค่อย ๆ ถือขวดน้ำเกลือพลาสติกหมุนวนไปมา พร้อมกับจ้องมองเหมือนกับจะกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง ที่อาจจะซุกซ่อนอยู่ในขวดน้ำเกลือ แต่ก็ไม่พบอะไรที่ผิดสังเกตุ
คงจะไม่มีอะไร หรอกมั้งครับผู้หมวดวีระศักดิ์พูดขึ้น หลังจากที่เขาดึงหน้ากากออกแล้วด้วยเช่นกัน
ผู้หมวดสาวเงยหน้ามองเขานิดนึง ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย แล้วจึงก้มหน้าลงมองที่ขวดน้ำเกลือตามเดิม เมื่อมองกลับลงไปอีกครั้งเธอก็ได้เห็นจุดเล็ก ๆ อะไรบางอย่างที่ตรงบริเวณท้ายขวดเหมือนเป็นลอยอุดจากเจลใส ๆ หรือไม่ก็อาจจะเป็นกาวน้ำอะไรสักอย่างที่ตรงจุดนั้น
ผู้กองพลวัฒน์ขยับเดินเข้ามายืนอยู่ใกล้ ๆ เธอแล้วจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย มีอะไรที่ผิด
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

สังเกตหรือครับ
ผู้หมวดอรนุชชี้มือชี้ไปยังจุดเล็ก ๆ สีขาว ที่ถูกผนึกไว้ตรงท้ายขวดน้ำเกลือ นี่ไงค่ะ
ผู้กองพลวัฒน์มองตรงไปยังจุดนั้น ตามนิ้วมือที่ผู้หมวดสาวชี้รวมทั้งคนอื่น ๆ ด้วยที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
ดิฉันคิดว่ามันน่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในขวดน้ำเกลือขวดนี้และอีก…” เธอพูดพร้อมกับหันหน้าไปหาน้ำเกลืออีกขวดหนึ่งที่ยังแขวนอยู่ ไม่แน่อาจจะมีใครสักคน ฉีดอะไรบางอย่างผสมลงไปในขวดน้ำเกลือสองขวดนี้ก็เป็นได้ ซึ่งคงจะต้องนำเข้าห้องแล็ปตรวจสอบกันดูอีกทีค่ะ คุณหมอค่ะ ถ้าดิฉันอยากจะขอรบกวนนำน้ำเกลือทั้งสองขวดไปตรวจสอบที่ห้องแล็ปที่ทำงานดิฉันได้ไหมค่ะ ผู้หมวดสาวยังคงว่าเรื่องของเธอต่อไป
เกรงจะไม่ได้ครับ เพราะทางโรงพยาบาลก็มีกฎห้ามอยู่คุณหมอหยุดพูดพร้อมกับดูเหมือนกำลังใช้ความคิด จากนั้นจึงพูดขึ้น แต่ถ้าจะต้องตรวจสอบกันจริง ๆ ผมก็พอจะขออนุญาตทางโรงพยาบาล ให้คุณผู้หมวดใช้ห้องแล็ปของที่นี่ได้ครับ
ขอรบกวนหน่อยนะค่ะ ผู้หมวดสาวเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกที่ดีใจ ในขณะที่ผู้กองพลวัฒน์และผู้หมวดวีระศักดิ์ต่างมองหน้ากันอย่างมีความหวังเหมือนกับว่าคนทั้งสองได้ผ่านเข้ารอบเกมโชว์ไปยังด่านต่อไป ผู้หมวดสาวหันหน้ามาพูดกับคนทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว ผลงานดิฉันค่ะ ซึ่งเล่นเอาคนทั้งสองต่างอมยิ้ม แบมือทั้งสองข้างยกขึ้นให้กับเธอเหมือนเป็นการยอมแพ้ให้กับผู้ชนะที่หาคำตอบในเกมทายปัญหาเจอก่อน

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

Rock N’Roll Dream Come Throug
๑๘
                ห้องนอนส่วนตัวที่ทาด้วยสีเหลืองอ่อนคล้ายสีเปลือกไข่ไก่ เสียงเพลงจากมือถือกำลังร้องบอกเตือนให้เจ้าของได้รู้ว่ามีคนกำลังโทร.มา ซึ่งเจ้าของโทรศัพท์ดังกล่าวนั้นกำลังง่วนอยู่กับการแต่งตัวอยู่ที่หน้ากระจกบานใหญ่ที่มองเห็นได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ซึ่งผนึกติดอยู่ด้านในของฝาตู้ไม้ที่ใส่เสื้อผ้า พอได้ยินเสียงเรียกดังนั้นเขาจึงละจากกระจกตรงหน้า เดินจ้ำอ้าวเลี้ยวผ่านเตียงนอนไปยังโต๊ะทำงานเขารีบหยิบมันขึ้นมาดูหมายเลขที่โชว์อยู่บนหน้าจอว่าใครที่โทร.ติดต่อเข้ามาหาเขา แต่เช้าเช่นนี้
เมื่อเห็นเลขหมายของคนที่คุ้นเคย เขากดรับสายพร้อมกับชิงขึ้นพูดก่อนที่ปลายสายจะพูดอะไรออกมา
สวัสดี ว่าไงหมู่แม็ค เจ้าของโทรศัพท์กล่าวทักลูกน้องของตน ด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด แต่ก็แฝงไว้ด้วยความนุ่มนวล
                ผู้กอง ผู้กองอยู่ไหนเนี่ย หมู่แม็คพูดรวดเร็วปรื๋อ เมื่อได้ยินเสียงของคนที่กำลังโทร. หา
                ผมกำลังจะเตรียมตัวออกไปทำงานน่ะสิ มีอะไรถึงได้โทร. มาแต่เช้า
                เกิดเรื่องบางอย่างขึ้น ที่โรงพยาบาลครับ ผู้กอง
                แล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นล่ะ ฮึเขารู้สึกอิดหนาระอาใจกับการรายงานของลูกน้อง
                คนไข้สองคน ที่ผู้กองบอกให้พวกเราเฝ้าดูอยู่นั้น ตอนนี้มีอาการดูแปลก ๆ ไปครับ ผู้กอง
                พอเจ้าตัวได้ยินดังนั้นถึงกับสะดุ้งเฮือก แววตาของเขาในตอนนี้ นั้นดูเขม็งขึ้นมาในทันที จึงรีบถามกลับไปยังคนของเขาด้วยความรู้สึกที่ร้อนรน อาการของทั้งสองคนเป็นยังไงบ้าง หมู่บอกมาให้ละเอียดทีสิ
เท่าที่เห็นนะครับ อาการของคนทั้งสองนั้นนอนตาค้าง จ้องมองเพดานอ้าปากหวอเชียวครับ ทั้ง ๆ ที่ยังสวมเครื่องช่วยหายใจอยู่เลย ตอนนี้หมอและพยาบาลกำลังตรวจดูอาการกันอยู่ครับ
งั้นเดี๋ยวผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหล่ะ และช่วยบอกทางคุณหมอด้วย ผู้เป็นหัวหน้าออกคำสั่งไปยังลูกน้อง พร้อมกับกดปุ่มวางสาย สักพักเขาจึงกดหาหมายเลขโทรศัพท์ของคนสนิทด้วยความรู้สึกที่ร้อนรน เมื่อปลายทางปรากฏเสียงของคนรับสาย เขาจึงรีบชิงขึ้นพูดก่อน
หมวดวีระ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน
ผมกำลังขับรถไปทำงานอยู่ครับผู้กอง มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับถึงได้โทร.มาแต่เช้า
มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นที่โรงพยาบาล คนของเรารายงานมาว่าคนไข้มีอาการดูแปลก ๆ ไป

เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

คุณช่วยรีบล่วงหน้าไปดูเหตุการณ์ก่อนแล้วเดี๋ยวผมจะรีบตามไป
ได้ครับ ผู้กอง
สิ้นเสียงทางปลายสาย ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าจัดแจงเก็บโทรศัพท์มือถือใส่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์สีดำ พร้อมกับเอื้อมหยิบลูกกุญแจรถบนโต๊ะทำงานอย่างว่องไว พอใกล้มาถึงตรงประตูทางออกเขาจึงหยุดฝีเท้า หันไปคว้าเสื้อคลุมแขนยาวที่แขวนอยู่บนราวตะขอไม้ ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ติดอยู่บนหน้าอกเสื้อขึ้นมา สวมทับเสื้อยืดคอปกสีเขียวเข้มที่มีตราสัญลักษณ์รูปคนขี้ม้ากำลังตีกอล์ฟอยู่ทางหน้าอกด้านซ้าย เมื่อสวมใส่เสื้อคลุมเรียบร้อยแล้ว เขาก็เปิดประตูก้าวเดินออกจากห้องนอนอย่างรวดเร็ว

นี่นั่งลงสักทีได้ไหมไอ้คุณแม็ค เดินหมุนไปหมุนมาเหมือนหนูติดจั่นอยู่นั้นแหล่ะ จ่าเปี๊ยกปรารภขึ้นด้วยความหงุดหงิด ขณะที่กำลังนั่งพิงเก้าอี้ที่หน้าห้องพยาบาล ส่วนเพื่อนตำรวจที่มาเปลี่ยนเวรในตอนนี้ นั้นได้ขอตัวไปหาซื้อของกินมาให้คนทั้งสองและกำลังเดินกลับมาพอดี ก็ได้ยินเสียงการปะทะคารมกันเกิดขึ้น
หมู่แม็คได้ยินดังนั้นเขาจึงหยุดยืนด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด จ้องมองหน้าจ่าเปี๊ยกด้วยความหงุดหงิด โห จ่าสถานการณ์อย่างนี้จะให้นั่งอยู่ได้ยังไง แล้วแถมเรื่องที่มันเกิดขึ้นก็เป็นช่วงเวลาของผมกับจ่าซะด้วย แล้วทีนี้จะเขียนรายงานกันยังไงดีล่ะ หึ
เอ่อใช่ จ่าเปี๊ยกถึงกับสะดุ้งดีดตัวขึ้นนั่งตรงแน่ว พร้อมกับอาการที่ดูกระสับกระส่ายยิ่งนัก สักพักก็ถอนหายใจออกมา พร้อมกับผ่อนลำตัวลงพิงเก้าอี้ตามเดิมเหมือนกับคิดอะไรไม่ออก
เอานี่กินอะไรกันซะก่อนดีกว่าไหม ทั้งสองน่ะ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งส่งยื่นถุงใส่แซนวิซสองห่อพ ร้อมกับกาแฟสองกระป๋องที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อให้กับจ่าเปี๊ยกและหมู่แม็ค
ขอบใจมากเล็ก จ่าเปี๊ยกพูดพร้อมกับยื่นมือออกไปรับของที่เพื่อนซื้อมาให้
อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย อะไรกันมากนักเลย รอผลการตรวจของหมอก่อนจะดีกว่า ก่อนที่เราจะมาสรุปอะไรกันเองแบบนี้ คนที่ยืนอยู่ข้างนายตำรวจที่ชื่อเล็กพูดขึ้น เตือนสติคนทั้งสองในขณะที่กำลังจะนั่งลงข้าง ๆ จ่าเปี๊ยกถัดไป เป็นนายตำรวจที่ชื่อเล็กที่กำลังจะนั่งลงตาม ซึ่งหมู่แม็คยังคงยืนมองคนทั้งสามที่นั่งอยู่ สักพักเขาจึงก้มหน้าลงอย่างอ่อนใจหมุนตัวเตรียมจะนั่งลงยังเก้าอี้แต่ยังไม่ทันที่จะได้นั่งเสียงของใครคนหนึ่งก็ร้องทักขึ้น สวัสดีทุกคน หมู่แม็คถึงกับยืดตัวตรงหมุนตัวหันกลับไปมองตามเสียง ที่ได้ยินเมื่อตะกี้นี้ทันที เมื่อเห็นหน้าคน ๆ นั้น เขาจึงรีบทำการแสดงความเคารพต่อผู้ที่กำลังเดินเข้ามา ส่วนคนที่นั่งกันอยู่สามคนเห็นดังนั้นต่างก็รีบลุกพรวดพราดขึ้นยืนพร้อมกับทำท่าตามหมู่แม็ค

Rock N’Roll Dream Come Throug

สวัสดีครับ ผู้หมวดวีระศักดิ์ เสียงพูดทำความเคารพของคนทั้งสี่ ที่พูดตามกันอย่างต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่หนุ่มตัดผมรองทรงต่ำ ผิวขาวส่วนสูงของเขาอยู่ที่ประมาณเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร มาในชุดนอกเครื่องแบบเช่นกัน แต่ใส่เสื้อคลุมแขนยาวของทางกรมตำรวจคลุมทับอีกที เกิดอะไรกันขึ้นเหรอ
คนไข้มีอาการดูแปลก ๆ ไปครับ เหมือนกับว่า…” ยังไม่ทันที่หมู่แม็คจะรายงานสถานการณ์ คุณหมอก็เปิดประตูก้าวเดินออกมาจากห้องของคนไข้ด้วยสีหน้าที่ดูไม่สู้ดีนัก ส่วนนางพยาบาลและบุรุษพยาบาล ยังคงอยู่ในห้องของคนไข้ต่างคนต่างช่วยกันเก็บอุปกรณ์ช่วยชีวิตคนไข้ บรรดาคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง ต่างคนต่างหยุดยืนกันนิ่งจับตามองมาที่คุณหมอเพียงคนเดียวกัน คล้ายเหมือนกับว่าเป็นอะไรที่ดูแปลกใหม่ในสายตาของพวกเขา
ผลเป็นยังไงบางครับ คุณหมอ ผู้หมวดวีระศักดิ์ถามขึ้น แทนคนของเขาด้วยท่าทางและคำพูดที่สุขุม
คือคน…” คุณหมอหยุดพูดนิดนึง ด้วยสีหน้าที่ดูนิ่ง ๆ ท่ามกลางกลุ่มคนที่ยืนจับตามองเขาอยู่ จากนั้นคุณหมอจึงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด พร้อมกับพูดรายงานผลให้ทุกคนได้ทราบโดยพร้อมเพียงกัน คนไข้ทั้งสองเสียชีวิตลงแล้วครับ เมื่อหมอรายงานถึงสถานการณ์ของคนไข้จบเล่นเอาคนทั้งหมด ถึงกับยืนกันนิ่งเงียบไปพักใหญ่ แต่คนที่ดูห่อเหี่ยวกว่าใครทั้งหมด คงจะเป็นสองคู่หูที่เฝ้าเวรยามเมื่อคืนนี้ เล่นเอาเพื่อนร่วมงานทั้งสองถึงกับต้องประคองคนทั้งสองค่อย ๆ นั่งลงที่เก้าอี้ ท่ามกลางสายตาของหมอและผู้หมวด
ผมขอเข้าไปดูข้างในได้ไหมครับ คุณหมอ ผู้หมวดวีระศักดิ์พูดขึ้น
เชิญครับ คุณหมอพูดพร้อมกับเบี่ยงตัวหลบให้พ้นประตู และหันมาพูดกับทางทีมงานของเขาให้ออกไปข้างนอกก่อน ทีมงานผู้ช่วยคุณหมอต่างเดินเรียงแถวเป็นตอนเดียวตามกันออกไป
เมื่อคณะทั้งหมดของโรงพยาบาลออกไปจากห้องของคนไข้หมดแล้ว คุณหมอก็เดินนำผู้หมวดวีระศักดิ์เข้าไปยังที่เตียงของคนไข้ ที่ตอนนี้ได้นอนหลับตาและปากที่ปิดลงอย่างสนิทแล้วซึ่งไม่เป็นไป ตามภาพที่คนของเขารายงานให้ฟัง สักพักกลุ่มเจ้าหน้าที่ทางการทั้งสี่คนก็เดินกรูกันเข้ามาในห้องด้วยเช่นกัน ผู้หมวดวีระศักดิ์และหมอหันไปมองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ผู้หมวดวีระศักดิ์จึงหันไปจ้องมองยังร่างของผู้เสียชีวิตทั้งสอง พร้อมครุ่นคิดไปต่าง ๆ  นา ๆ จากนั้นเขาจึงเอ่ยถามคุณหมอที่ยืนอยู่ตรงหน้า
คนไข้ทั้งสองเสียชีวิตลงได้ยังไง พอจะทราบสาเหตุไหมครับ คุณหมอ
เท่าที่สังเกตดูเหมือนคนไข้ จะมีอาการช็อคจากอะไรบางอย่างที่เข้าไปกระตุ้นการทำงาน

เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

ภายในร่างกายของคนไข้ และจากนั้นก็ทำให้อวัยวะภายในอย่างปอดและหัวใจค่อย ๆ หยุดการทำงานลง ซึ่งตรงนี้ทางหมอเอง ก็ต้องขอตรวจสอบดูให้แน่ชัดอีกครั้งครับ
แล้วคุณหมอคิดว่า เอ้อคนทั้งสองเพิ่งเสียชีวิตลงหรือว่ายังไงครับ ผู้หมวดวีระศักดิ์ยังคงยิงคำถามต่อไป
                ผลจากการตรวจสอบในเบื้องต้นนั้น หมอคิดคนว่าไข้น่าจะเสียชีวิตมาตั้งแต่ประมาณ…” คุณหมอหยุดพูดพร้อมกับคิดไตร่ตรองสถานการณ์ผลการตรวจให้แน่ชัดก่อนที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทราบ น่าจะประมาณเที่ยงคืน หรือไม่ก็ประมาณตีหนึ่งของวันนี้
                สิ้นเสียงการรายงานของคุณหมอ เล่นเอาคู่หูทั้งสองที่เข้าเวรเมื่อคืนนี้ถึงกับสะดุ้งเฮือกและมองหน้ากันอย่างเล่อลั่ก สักพักมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งที่หน้าห้องเรียกให้คนทั้งหมดที่อยู่ในห้องของคนไข้ ต่างหันไปมองที่ตรงประตูพร้อมกันหมดว่ามีใครกำลังจะเข้ามา เจ้าหน้าที่สองนายที่ยืนอยู่ข้างคู่หูต่างรีบเดินตรงไปที่ประตูนั้นเพื่อจะเปิดดูว่าเป็นใครมา แต่มันก็ถูกเปิดออกก่อนที่เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายจะเดินไปถึง ภาพที่ปรากฎตรงหน้าของทุกคนนั้นคือผู้ชายร่างสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร อายุย่างเข้าสามสิบห้า ผิวขาวตัดผมรองทรงสูง เซ็ทผมตั้งจากการทาเจล ดวงตากลมโตจมูกโด้งเข้ารูปกับใบหน้า คิ้วหนาดกดำหน้าตาหล่อเหลาชนิดที่เป็นนายแบบหรือนักแสดงหนังได้อย่างสบาย ลำตัวของเขาหนาลำสั่นจากการออกกำลังกายประเภทพวกชอบยกของหนัก ๆ ยิ่งเขาใส่เสื้อคลุมทับด้วยแล้วยิ่งทำให้ดูตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ห้อยตราสัญลักษณ์ของทางกรมตำรวจที่หน้าอก กำลังเดินเข้ามาด้วยท่าทางที่ดูสุขุม นามของเขาเป็นที่เรียกติดปากของใคร ๆ ต่อใครว่า
สวัสดีครับ ผู้กองพล เจ้าหน้าที่สองนายที่หยุดยืนอยู่ที่ประตูทำการแสดงความเคารพต่อหัวหน้าของเขา ส่วนคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ข้างในห้องเมื่อเห็นชายคนดังกล่าว ก็แสดงท่าทางในการแสดงความเคารพตามด้วยเช่นกัน มีเพียงคุณหมอที่ผงกศีรษะให้เป็นเชิงทำความเคารพให้กับเขา ส่วนชายคนดังกล่าวที่เดินเข้ามาก็ยกมือไหว้ คุณหมอเป็นการแสดงความเคารพตอบด้วยเช่นกัน
ผมมาทันการรายงานผล ที่เกิดขึ้นหรือเปล่าครับ ผู้กองพลวัฒน์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ขณะที่เดินเข้าไปยืนมองคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียง โดยหยุดยืนอยู่ระหว่างกลางเจ้าหน้าที่ของเขากับคุณหมอประจำโรงพยาบาล
คุณหมอพึ่งจะกำลังรายผลการตรวจเบื้องต้นให้ฟังเมื่อกี้เองครับ ผู้กอง ผู้หมวดวีระศักดิ์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ รายงานถึงเหตุการณ์ให้กับผู้เป็นหัวหน้าในการทำคดีนี้ให้ได้ทราบ ในขณะที่ตัวผู้กองพลวัฒน์กำลังก้มลงไปมองพิจารณาร่างของผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ ๆ
เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของผู้ตายแล้ว ผู้กองพลวัฒน์ยืดตัวขึ้นยืนตัวตรงตามเดิมเขาถอน

Rock N’Roll Dream Come Throug

หายใจนิดนึง จากนั้นจึงหันไปพูดกับคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ  เก็บเรื่องที่คุณรู้ไว้ด้วยนะ เพื่อทำการเขียนรายงานถึงผู้บังคับบัญชาพอผู้กองพลวัฒน์พูดคุยกับคนของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้หันมาทางคุณหมอที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา คุณหมอจะทำการเคลื่อนย้ายร่างของผู้เสียชีวิตไปตรวจสอบตอนไหนครับ
ก็ทำได้เลยครับ คุณหมอตอบกลับทันที
ถ้าผมอยากจะขอให้คนของทางกรมตำรวจ มาช่วยในการชันสูตรศพครั้งนี้ด้วยได้ไหมครับ ผู้กองพลวัฒน์เอ่ยถาม
ได้ครับ ทางผมไม่มีปัญหาอะไร
จ่าเมื่อคืนนี้มีใครเข้ามาที่ห้องของคนไข้อีกไหม ผู้กองพลวัฒน์หันไปพูดกับคนของเขาที่เข้าเวรเมื่อคืนนี้
มีนางพยาบาล มาเปลี่ยนขวดน้ำเกลือและจดบันทึกอาการของคนไข้หนึ่งคนครับ จ่าเปี๊ยกยืดตัวพร้อมแขนทั้งสองข้างแนบเข้าหาลำตัว รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด
ผู้กองพลวัฒน์หันหน้ามาพูดกับคุณหมอ เมื่อคนของเขารายงานจบ คุณหมอคงทราบแล้วและถ้าผมอยากจะขอสอบปากคำของนางพยาบาลคนเมื่อคืนนี้ด้วยได้ไหมครับ
อ๋อ คุณพยาบาลนิดหน่อย ได้ครับ เดี๋ยวผมจะให้เพื่อนของเธอติดต่อไปเรียกมาให้ครับ เพราะเธอเพิ่งออกเวรไปครับ
ขอบคุณครับ คุณหมอ
ผู้กองพลวัฒน์คุยกับคุณหมอเสร็จ เขาก็หันไปสั่งการกับนายตำรวจสองคนที่มาเปลี่ยนเวรแทนคนเมื่อคืน เดี๋ยวคุณสองคน ตามคุณหมอไปเพื่อติดต่อกับนางพยาบาลคนเมื่อคืน
 ครับ นายตำรวจสองคนที่ยืนอยู่ใกล้หมู่แม็ค รับคำพร้อมกับตบเท้าเข้ามาชิดกัน แขนทั้งสองข้างแนบเข้าหาลำตัว
ผู้กองครับ ให้ผมช่วยด้วยได้ไหมครับ จ่าเปี๊ยกพูดขึ้นเพื่อขอมีส่วนร่วมในงานครั้งนี้ โดยที่หมู่แม็คเอง ก็แสดงสีหน้าเป็นเชิงลักษณะเว้าวอนด้วยเช่นกัน
ความจริงคุณสองคน ก็หมดภารกิจที่จะต้องทำและกลับไปพักผ่อนได้แล้ว และอีกอย่างผมก็ไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของคุณทั้งสองด้วย ส่วนเรื่องอื่นนั้นเราค่อยคุยกันทีหลัง ผู้กองพลวัฒน์หันมาพูดกับคนของเขา
คือว่าอย่างนี้ครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันอยู่ในช่วงเวรยามของผมพอดี ผมมีความรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบน่ะครับ จ่าเปี๊ยกพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เหมือนกับคนที่กำลังสารภาพความผิด
ผู้กองพลวัฒน์หันหน้าไปมองผู้หมวดวีระศักดิ์เป็นเชิงขอคำตอบ
ถ้าเขาขอมาอย่างนั้นก็ให้เขาเถอะครับ ผู้หมวดวีระศักดิ์พูดด้วยความเห็นใจ
เพื่อนดนตรีวันที่รอคอย

เมื่อคนของเขาเห็นด้วยตามนั้น ผู้กองพลวัฒน์จึงหันหน้ามาพูดกับคู่หูทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่เป็นเชิงทีเล่นทีจริง ก็ได้ตามนั้น แล้วอย่าหาว่าผมใช้งานพวกคุณหนักไปล่ะ เอาพวกคุณทั้งหมดตามคุณหมอไปได้แล้ว
ขอบคุณครับ ผู้กอง สองคู่หูกล่าวขอบคุณด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มพร้อมกับยืนตัวตรง จากนั้นจึงเดินตามคุณหมออกจากห้องไป
ผู้หมวดวีระศักดิ์เดินเข้ามาใกล้ ผู้กองพลวัฒน์ที่กำลังยืนมองร่างไร้วิญญาณทั้งสองอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้ง ผู้กองจะให้ใคร มาช่วยร่วมในการตรวจสอบครั้งนี้ครับ
ผู้กองพลวัฒน์ยืนหลับตาครุ่นคิด เมื่อได้คำตอบแล้วเขาจึงลืมตาพร้อมกับพูดขึ้น คงต้องให้ผู้หมวดสาวสวยของเรามาช่วยแล้วล่ะ
ผู้กองพลวัฒน์เอ่ยออกมาเช่นนั้น เล่นเอาคู่สนทนาถึงกับแอบอมยิ้มนิด ๆ บนใบหน้า ผู้หมวดวีระศักดิ์ พยายามซ่อนความรู้สึกพร้อมกับเอ่ยถามคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผู้กองจะติดต่อเองหรือว่าจะให้ผมติดต่อให้ครับ
อืมงั้นเดี๋ยวผมติดต่อเธอเองแล้วกัน