เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
…๑๖…
..…ท่ามกลางป่าเขาลำนำไพร ที่มีต้นไม้ล้อมรอบไปทั่วอาณาบริเวณพร้อมด้วยเสียงนกร้องแต่ละชนิดที่บินมาส่งเสียงกู่ก้องเหมือนเป็นการบอกให้ยอดชู้ของมันรู้ว่าตนมาถึงแล้ว ไหนจะบรรดาสัตว์เล็ก สัตว์น้อยที่วิ่งเล่นกันไปมาอย่างสนุกสนานร่าเริงบนกิ่งก้านของต้นไม้ รวมทั้งเสียงของหรีดหริ่งเรไร จั๊กกระจั่นที่ส่งเสียงร้องแข่งกันอย่างระงม ไปทั่วอาณาเทือกเขา เหมือนกับเป็นการประชันน้ำเสียงของตนว่าใครจะร้องได้อย่างยาวนานกว่ากัน บรรยากาศยามเช้าที่แสนสดชื่นทางตอนเหนือของไทย เด็กหนุ่มผมยาวเกือบถึงบ่า ผิวขาวสวมเสื้อผ้าในแบบชาวเขาสีน้ำเงิน สวมใส่สร้อยคอที่ทำมาจากเชือกไนล่อนสีดำ และมีสัญลักษณ์รูปงาช้างขนาดเท่าหัวแม่มือ ผูกห้อยอยู่ที่ปลายเชือกบริเวณหน้าอก สวมรองเท้าจักรสานที่ทำมาจากยางรถยนต์ ที่มีขายทั่วไปในตัวเมือง กำลังนั่งอยู่บนขอนไม้ ที่วางนอนอยู่เขาไล่นิ้วไปบนคอกีต้าร์โปร่ง ตามความรู้สึกนึกคิดของตัวเองจากการเรียนรู้ที่ได้จากแท็ปโน๊ตและจากประสบการณ์ที่เล่นดนตรีกับเพื่อน ๆ เมื่อครั้งในอดีต
“โอ้โห้! ฝีมือดีซะขนาดนี้ไปถึงระดับโลกได้เลยนะเนี่ย” คำพูดของใครคนหนึ่งที่หนาทุ่มก้องกังวาน ดังมาจากข้างหลังของเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งเล่นกีต้าร์อยู่
เด็กหนุ่มหยุดเล่นกีต้าร์และหันไปตามเสียงที่พูดมาจากทางด้านหลังของเขา ซึ่งเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงที่เขาเอง ก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี เมื่อหันหน้ามาพบกับเจ้าของเสียง เขาจึงร้องทักขึ้น “ครับ พ่อใหญ่”
“ไง ไอ้ลูกชาย ขยันตื่นแต่เช้าจริง ๆ เลยนะเรา”
“ผมชอบตื่นขึ้นมาสูดอากาศยามเช้าครับพ่อใหญ่ มันสดชื่นดี และอีกอย่างผมทำตามพ่อใหญ่บอกน่ะครับ”
“เอ้อก็ดีแล้ว พ่อเห็นด้วย แต่เล่นมานั่งซะไกลขนาดนี้ ระวังเสือมันจะคาบไปกินได้นะลูก”
“มันมีอยู่จริง ๆ ด้วยเหรอครับพ่อ ผมก็นึกว่าแค่เรื่องที่เขาลือกันไปเองเท่านั้นซะอีก” เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับใช้มือลูบไล้ไปบนคอกีต้าร์โปร่ง
“มีสิ ของอย่างนี้อย่าได้ไปประมาทเชี่ยว เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเดินมาจากทางไหนของป่า” ชายหนุ่มร่างใหญ่กำยำคลาดผ้าลายเสือที่หน้าผากพูดพร้อมกับหันมองไปรอบ ๆ บริเวณที่ยืนอยู่ สักพักจึงทิ้งตัวนั่งลงบนขอนไม้ที่วางนอนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเด็กหนุ่ม แต่ก็ยังมิวายที่จะหันมองซ้ายขวาก่อนที่จะหันหน้ามาพูดกับเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าและแววตาที่ดูสุขุม
“เจ้าเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะต้องระวังภัยรอบตัวอยู่เสมอ เพราะเราไม่รู้ว่าอันตรายจะมา
Rock N’Roll Dream Come Throug
เยือนเราเมื่อไหร่”
“ครับพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มรับคำพร้อมกับผงกศีรษะด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม “ผมจะจำเอาไว้ และต้องขอโทษด้วยครับ ที่ออกมาไกลจากหมู่บ้านขนาดนี้”
พ่อใหญ่ยกมือขึ้นโบกไปมา จากนั้นจึงพูดเสริมขึ้น “เฮ้ย อย่าคิดมาก พ่อแค่เป็นห่วงเอ็งก็เท่านั้น แต่ถ้าเอ็งอยากจะปลีกวิเวก ใครก็ว่าอะไรไม่ได้เพราะมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลจริงไหม”
“ขอบคุณครับพ่อใหญ่” เด็กหนุ่มพูดด้วยความรู้สึกที่ตื้นตันใจ ขณะที่ดวงตายังคงจับจ้องคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจ ในความเมตตาของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า
ชายหนุ่มร่างใหญ่รู้สึกเก้อเขิน จึงเบี่ยงหน้าหันไปมองแนวป่าอีกครั้ง แล้วจึงหันกลับมามองเด็กหนุ่มและกีต้าร์โปร่งที่อยู่ในวงแขนของเขา “เรานี่เก่งไม่ใช่เล่นเลยนะไอ้เรื่องดนตรี ถ้าอยากจะซื้อหาอะไรเพิ่มเติม เกี่ยวกับสิ่งที่เอ็งชอบก็ให้ชิดชัยเขาเป็นคนพาไปหาดูซื้อที่ในเมืองก็แล้วกัน”
“ขอบคุณพ่อใหญ่มากครับ งั้นเอาอย่างนี้ไหมล่ะครับ เดี๋ยวผมจะเล่นเพลงที่พ่อใหญ่ชอบให้ฟัง แต่พ่อใหญ่ต้องเป็นคนร้องนะครับตกลงไหม” เด็กหนุ่มพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มกับคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“เฮ้ย มันจะดีเหรอ เสียงควายออกลูกอย่างพ่อเนี่ย”
“ดีสิครับ ผมยังเคยเห็นพ่อใหญ่ร้องเพลงอยู่เรื่อย เวลานั่งกินเหล้ากับกลุ่มคนในหมู่บ้าน”
“นั่นมันเมาทำได้ทุกอย่างแหล่ะ” พ่อใหญ่ตอบปัด ๆ ด้วยอาการที่เก้อเขิน
“เอาน่าพ่อใหญ่ ลองนิดนึงนะครับ” เด็กหนุ่มยังคงพูดขะยันขะยอต่อไป
พ่อใหญ่สูดลมหายใจเข้าอย่างหนักหน่วง “เอาก็เอา ว่าแต่เอ็งเล่นได้จริงเหรอ”
“เล่นได้ครับ ผมลองไล่คอร์ดตามเพลงนั้นดูแล้ว”
“เก่งจริง ๆ เลยเอ็งนี่”
“เริ่มกันเลยนะครับพ่อใหญ่”
“เอา! เล่นมา” พ่อใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับตั้งท่าเตรียมพร้อมเหมือนกำลังจะลงแข่งขันอะไรสักอย่าง เล่นเอาเด็กหนุ่มถึงกับหัวเราะออก
สองพ่อลูกนั่งร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ลูกชายบุญธรรมนั่งเล่นกีต้าร์ของตนไปพร้อมกับโยกตัวไป ตามจังหวะของเพลงที่กำลังเล่นอยู่ ส่วนคนเป็นพ่อก็นั่งปรบมือร้องเพลงไปตามจังหวะของดนตรีที่ร้องไปแบบถูกบ้าง ผิดบ้างสนุกสนานกันไปตามประสาไป ของคนสองคนที่มาประสบพบเจอกันโดยบังเอิญจากโชคชะตาหรือว่าพรหมลิขิตกันแน่ ที่นำพาให้คนทั้งสองผูกพันธ์กันเสมือนเป็นพ่อลูกกันจริง ๆ…..
ชายหนุ่มผมยาวถึงกลางหลังนั่งยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ครั้งเก่าที่ผ่าน
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
มา ในขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ทรงสูงอยู่ตรงกลางห้องท่อนบนไม่สวมเสื้อผ้า เผยให้เห็นแผงหน้าอกหนา ๆ และลำตัวที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร จากการเล่นฟิตเนต ห้อยสายสร้อยที่ทำจากเชือกไนล่อนสีดำ มีจี้รูปงาช้างขนาดเท่าหัวแม่มือห้อยอยู่บริเวณหน้าอก ซึ่งมันเป็นเสมือนเครื่องรางของคลังที่เขาได้รับจากชายคนหนึ่งที่ดูแลเขาเสมือนลูกชาย นุ่งกางเกงยีนส์ขายาวสีดำ ในวงแขนมีกีต้าร์ไฟฟ้ายี่ห้อกิ๊บสัน เลสพอลบอร์ดี้สีดำ กำลังนั่งไล่คอร์ดกีต้าร์ไปตามแท็ปโน๊ตที่วางบนสแตนด์โน้ตตรงหน้า ด้านข้างลำตัวมีตู้แอมป์มาแชลขนาดย่อมตั้งอยู่ ส่วนที่เท้ามีแผงเอฟเฟคจำนวนสามสี่ก้อนที่ให้เสียงแตกต่างกันเวลาที่เหยียบลงไป รวมทั้งตัวที่ให้เสียงวาว ๆ ที่ลักษณะคล้ายที่เหยียบคันเร่งรถยนต์ ทั้งหมดประกอบรวมกันเป็นแผงในชุดเดียว คนเล่นกำลังนั่งยิ้มอย่างมีความสุขกับภาพในอดีตที่ผ่านเข้ามาในหัวของเขา แทบจะทุกครั้งเวลาที่เขานั่งเล่นกีต้าร์เพียงลำพังภายในห้องส่วนตัวที่จัดตกแต่งด้วยตนเอง ให้มีสภาพคล้ายคลึงเหมือนกับอยู่ท่ามหุบเขาที่เคยอยู่
ส่วนตรงหน้าของชายหนุ่มนั้น มีชั้นเครื่องเสียงตั้งอยู่ที่ประกอบแบบแยกชิ้น มีทั้งเครื่องเล่นเทปคราสเส็ตที่อยู่ด้านล่างสุด เครื่องเล่นซีดีอยู่ชั้นกลาง ส่วนเครื่องเล่นแผ่นเสียงจะอยู่ชั้นบน เหนือขี้นไปจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงบนกำแพงมีรูปช้างที่ทำจากไม้เดินเรียงกันไปเป็นแถวโดยไล่จากตัวใหญ่ไปหาตัวเล็ก ถัดจากชุดเครื่องเสียงไปทางด้านขวามือจะเป็นชั้นวางแผ่นเสียงจะอยู่ด้านบน ส่วนแผ่นซีดีจะอยู่ในชั้นต่อมาและเทปคลาสเส็ตในชั้นล่าง บริเวณใกล้ประตูทางออกจะมีโต๊ะสำหรับตั้งชุดคอมพิวเตอร์พีซีอยู่เครื่องหนึ่ง ถัดจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปก็จะเป็นกีต้าร์โปร่งคอเว้าสีน้ำตาลยี่ห้อ Taylor๑๓ รุ่น K24-CE ที่วางอยู่บนขาตั้งกีต้าร์
ช่วงที่ความคิดของเขาเริ่มล่องลอยไปนั้น ภาพความทรงจำอีกด้านหนึ่งอันแสนเลวร้ายก็เข้ามาแทนที่ มันคือภาพเหตุการณ์ของหมู่บ้านที่เคยอาศัยอยู่ถูกทำลายลง โดยกลุ่มคนติดอาวุธครบมือ ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน และใครกันที่เป็นไส้ศึกในครั้งนั้น เพราะการที่จะเข้าถึงตัวหมู่บ้าน “จันทรา” ได้นั้นต้องเป็นคนที่รู้ในเรื่องของเส้นทางในหุบเขาเป็นอย่างดี ถึงจะมาถึงตัวหมู่บ้านได้
…..เหตุการณ์ในคืนวันนั้น ขณะที่ผู้คนในหมู่บ้านกำลังหลับไหล แต่บางคนยังคงยืนเฝ้ายามอยู่ กลุ่มคนที่ไม่คาดคิดก็ได้ปรากฏขึ้น มันเป็นกองกำลังในชุดดำอำพรางหน้าตา กระหน่ำยิงและปาระเบิด เข้ามาในหมู่บ้านอย่างไม่ยั้ง คนในหมู่บ้านไม่มีใครได้ตั้งตัวเตรียมรับมือสู้ศึกในครั้งนั้น ต้องล้มตายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว กับสงครามย่อม ๆ ที่ฆ่าล้างผู้คนในหมู่บ้าน อย่างชนิดที่ไม่ต้องการให้ใครรอดไปได้เลย แม้แต่คนเดียวไม่เว้นแม้แต่กระทั่งหมา
ชายหนุ่มผมยาวรู้สึกตัวตื่นจากบ้านไม้หลังหนึ่ง ที่พักอาศัยอยู่กับชิดชัย ซึ่งอยู่กันคนละห้องต่างตกใจตื่น ลุกขึ้นวิ่งออกมาจากห้องมาหากันตรงบริเวณกลางบ้านด้วยท่าทางที่ตื่นตระหนก ทั้งคู่
๑๓.กีต้าร์ที่ผลิตขึ้นมาจากชื่อของศิลปินหญิงชาวอเมริกันที่ชื่อ Taylor Swift เป็นทั้งนักร้องและนักแต่งเพลงในแนวสไตล์คันทรี่
ป๊อป
Rock N’Roll Dream Come Throug
สนทนากันนิดนึง จากนั้นต่างคนต่างวิ่งไปหยิบอาวุธของตน แต่ชายหนุ่มผมยาวกลับไม่หยิบอาวุธใด ๆ ติดมือไป มีเพียงแค่มือเปล่าที่เท่านั้นที่เข้าสู้ศึกในครั้งนั้น เขางัดเอาเพลงหมัดมวยกลยุทธ์การต่อสู้ทั้งหมด ที่รับการฝึกฝนมาอย่างดีเข้าห่ำหั่น กับกลุ่มคนที่ไม่หวังดีตรงหน้า พวกที่ไม่ทันระวังตัวถึงกับล้มลงไปนอนกองกับพื้นสองสามคน สร้างความขยาดกลัวกับผู้ที่บุกรุกเข้ามาด้วยใบที่เหี้ยมโหดดุดัน เลือดของสหายกลุ่มผู้บุกรุกที่ไหลนองตั้งแต่ข้อศอกลงมาจนถึงกำปั้นทั้งสองข้างของชายหนุ่มผมยาว
ชายชุดดำคาดผ้าสีดำที่ปกปิดใบหน้า ลำตัวหนาสูงใหญ่กว่าเห็นภาพความบ้าระห่ำนั้นถึงกับโยนปืน M-16 ของตนทิ้งลงกับพื้น พร้อมกำหมัดกับตั้งท่าสู้ ชูนิ้วกลางขวักเรียกให้ชายหนุ่มผมยาวก้าวเข้ามา เขาแสยะยิ้มนิดนึงจากนั้นจึงวิ่งเข้าหาคู่ต่อสู้อย่างไม่หวาดหวั่น อัปปาคัตหมัดขวาที่พุ่งมาอย่างเต็มแรง เฉียดผ่านใบหน้าของชายหนุ่มผมยาวเพียงนิดเดียวมีแต่ปลายผมเท่านั้นที่โดนหมัดของชายร่างใหญ่ เขาก้มตัวลงต่ำพร้อมกับย่อขาลง ส่วนแววตาแห่งยังคงจับจ้องคู่ต่อสู้อย่างไม่วางตา คล้ายดั่งอสรพิษที่พร้อมจะพุ่งเข้าหาเหยื่อ จากนั้นเขาจึงกระโดดขึ้นชกด้วยหมัดขวาอย่างเต็มแรงเสยเข้าที่ปลายคาง ของชายหนุ่มร่างใหญ่ถึงกับหน้าหงายเซถอยหลังไปสามสี่ก้าว
ชายหนุ่มร่างใหญ่ถึงกับมึนหัวเห็นภาพวนเวียนไปมา จากแรงกำลังที่ต่อยเข้ามา จากนั้นเขาจึงสะบัดหน้าไปมาเพื่อเรียกสติของตัวเองกลับคืน ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือมีน้ำเหนียว ๆ อะไรสักอย่างที่อยู่ในปาก เขาถึงกับดึงผ้าที่ปิดใบหน้าออกพร้อมกับถ่มก้อนเหนียวนั้นออกมา กับเป็นฟันหน้าที่หลุดออกมาสามถึงสี่ซี้ ปากก็พูดสะบถคำหยาบคายต่าง ๆ นา ๆ ให้ชายหนุ่มผมยาวฟัง จากนั้นจึงชักมืดเล่มใหญ่ที่อยู่ข้างขาออกมา พร้อมกับพุ่งเข้าหาชายหนุ่มผมยาวที่อยู่ตรงหน้ากระหน่ำฟาดฟันลงไปอย่างไม่ยั้งมือ แต่เขากลับเบี่ยงตัวหลบซ้ายขวา ได้อย่างสบายเหมือนกับกำลังเต้นไปตามจังหวะของเสียงดนตรีบัลเลต์ เมื่อได้จังหวะที่เหมาะสมเขาจึงปล่อยหมัดขวาเข้าที่ช่องท้องน้อยของชายหนุ่มร่างใหญ่อย่างเต็มแรงเล่น เอาตัวของคนที่โดนต้อยโค้งง้อลงพร้อมกับกระอักน้ำใสที่ปนออกมาพร้อมกับเลือด และปล่อยมีดหลุดมือตกลงบนพื้นดิน ชายหนุ่มชักหมัดขวาออกจากท้องของคู่ต่อสู้ พร้อมกับหมุนตัวอย่างรวดเร็วและปล่อยหมัดซ้ายพุ่งตรงเข้าที่หน้าของคนที่กำลังอยู่ในอาการจุกท้องอย่างเต็มแรง เล่นเอาฟันกรามหลุดกระเด็นออกมาอีก ก่อนที่จะล้มลงไปนอนแน่นิ่งกลับพื้น
เมื่อล้มคนที่ตัวใหญ่กว่าลงได้แล้ว เขาจึงหันกลับไปหาชายในชุดดำที่เหลืออยู่อีกสองคน ที่เฝ้ามองด้วยอาการที่ตัวสั่นงันงก จากนั้นคนทั้งสองจึงยกปืนขึ้น เพื่อจะเหนี่ยวไกล่ แต่น่าเสียดายที่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะชายหนุ่มผมยาววิ่งเข้าหาและหยุดกึ่งกลางระหว่างคนทั้งสองพร้อมกับกระทุ่งหมัดซ้ายและขวา เข้าที่ท้องของชายชุดดำทั้งคู่อย่างเต็มแรง คนทั้งคู่โค้งงอตัวเข้าหาหมัดของเขาด้วยอาการจุก จากนั้นเขาจึงชักมือออกจากท้องของคนทั้งสองพร้อมกับแบมือทั้งสองข้างออกและใช้สัน
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
มือทุบลงไปที่บริเวณลำคอด้านหลังของคนทั้งสองอย่างเต็มแรง เล่นเอาคนที่โดนทุบสลบเหมือดคาที่ล้มลงนอนทับปืนของตัวเอง
ชายหนุ่มเห็นว่าศัตรูตรงหน้าได้ล้มคว่ำหมดสติไปกันหมดแล้ว เขาจึงหันหลังเตรียมเดินออกจากบริเวณนั้นเพื่อไปดูคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน แต่ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ฟื้นสติสบถคำหยาบคายออกมาเบา ๆ พร้อมกับขยับคลานเข้าไปหาปืนของตนที่วางอยู่ หยิบขึ้นมาหมายจะเหนี่ยวไกล่ปืนยิงชายหนุ่มผมยาวที่กำลังหันหลังเดินจากไป แต่บังเอิญมีลูกกระสุนนัดหนึ่งวิ่งเข้าหาเขาทางด้านหลังผ่านทะลุเข้าท้ายทอยและออกทางหน้าผากเสียก่อน เล่นเอาชายหนุ่มร่างใหญ่นอนแน่นิ่งตาค้างสิ้นลมหายใจทันที
ชายหนุ่มผมยาวหันหลังกลับมาตามเสียงปืนที่ได้ยินอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่พบใครสักคนมีเพียงภาพของชายร่างใหญ่ที่มีเลือดไหลทะลักออกมาจากบริเวณหน้าผาก นอนเกยคางอยู่กับพื้นและอีกอย่างบรรยากาศโดยรอบที่มีต้นไม้และหญ้าที่ขึ้นรกครึม และช่วงเวลานี้ก็ยังคงมืดมิดมีเพียงแสงจันทร์ที่พอส่องสว่างให้เห็นหนทางอยู่บ้าง เขามองไม่เห็นว่าใครที่ช่วยชีวิตเขาไว้ จากนั้นชิดชัยจึงวิ่งถือปืน M-16 เข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกพร้อมกับพูดชักชวนให้ชายหนุ่มไปดูอะไรสักอย่าง “เร็วเข้าครับ คุณ”
“มีอะไรครับ พี่ชิด” ชายหนุ่มผมยาวถามขึ้นทันที ที่เห็นอาการคนของเขาตกใจอย่างขีดสุด
“พ่อ…ใหญ่…พ่อใหญ่แย่แล้วครับ… คุณรีบไปดูเร็ว”
ได้ยินดั่งนั้นชายหนุ่มจึงรีบบ่ายหน้ามองไปยังจุดหมายของคนที่ชิดชัยพูดถึง จากนั้นจึงออกวิ่งไปทันที โดยไม่สนใจกับแนวต้นไม้ที่เขาเฝ้าจับตาดูอยู่ เมื่อเขากับชิดชัยวิ่งไปยังจุดหมายท่ามกลางเสียงระเบิด เสียงปืนและเปลวไฟที่ลุกไหม้หมู่บ้าน เสียงผู้คนที่วิ่งพลุกพล่านร้องกันอย่างอลหม่าน ฝ่าพ้นฝูงชนมาได้ภาพที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าเล่นเอาชายหนุ่มถึงกับตกตะลึง ลดฝีเท้าที่วิ่งมาเดินเข้าหาจุดหมายที่อยู่ตรงหน้าอย่างช้า ๆ พร้อมกับอากัปกิริยาที่สั่นไหวไปทั้งตัว น้ำใส ๆ เริ่มก่อตัวขึ้นที่บริเวณใต้ตา เมื่อก้าวเข้ามาถึงร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนกองเลือด ที่ไหลทะลักรอบบริเวณตัวเขา ชายหนุ่มผมยาวย่อตัวลงคุกเข่าพร้อมกับประคองศีรษะชายคนนั้นขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนของเขา โดยมีชิดชัยนั่งคุกเข่าอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อยและน้ำตาที่เริ่มไหลพรั่งพรู เสียงครวญครางเล็ก ๆ ดังขึ้นมาจากคนที่นอนอยู่ ชายคนนั้นจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองคนที่ประคองเขาด้วยลมหายใจที่เริ่มผ่อนเบาลง
“แจ็ค…หนีไป…ลูก… หนีไป”
“พ่อใหญ่ ใครทำพ่อ ใครทำบอกผม บอกผมมา ผมจะเล่นงานมันเอง” แจ็คพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานอย่างสั่นเครือ พร้อมด้วยน้ำตาที่ไหลลงรวมกันจรดที่ปลายคางของเขา
“ไม่…เป็นไรลูก ไม่เป็นไร… มัน…เป็นความผิดพลาด…ของพ่อเอง”
Rock N’Roll Dream Come Throug
“ผมจะฆ่าพวกมันให้หมดทุกคน” แจ็คพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองกองกำลังชายชุดดำที่ยังหลงเหลืออยู่
“อย่า…แจ็ค ลูกไม่เคยฆ่าคน แม้…กระทั่งสัตว์ลูกเอง…ก็ยัง…ไม่เคยทำร้ายมัน …อย่า…ทำให้…ตัวเองมี…มลทินที่ไม่ดี…ติดตัวไป…” พ่อใหญ่พูดเตือนเขาด้วยอาการสั่นหอบ แจ็คละสายตาจากภาพที่จับจ้องก้มลงมองหน้าคนที่อยู่ในวงแขน “หนีไป… อย่า…ได้คิดต่อสู้… รักษา…ชีวิตเอาไว้…ก่อน …เพราะลูก…ยังมีอนาคตอีก…ไกล ทิ้ง…พ่อไว้ที่นี่เพราะว่า…พ่อคงตามลูกไปด้วย…ไม่ได้”
“ไม่ พ่อใหญ่ต้องไม่ตาย พ่อใหญ่ต้องไปกลับผมด้วย ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่มีทางทิ้งพ่อไปไหนอย่างแน่นอน”
พ่อใหญ่ยิ้มน้อย ๆ ให้กับลูกชายบุญธรรมอย่างอ่อนโยน ด้วยแววตาที่ห่วงหาอาทร จากนั้นจึงค่อย ๆ ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของแจ็ค ใช้นิ้วหัวแม่มือปราดน้ำตาที่ไหลออก “ขอบ…ขอบใจมากลูก แต่พ่อ…คงตามไปด้วยไม่ได้จริง ๆ แล้วพ่อ…แล้วพ่อ…จะหมั่นมาเยี่ยมลูกบ่อย ๆ … ดู…แล…ตัวเองด้วยนะลูก พ่อ…พ่อ…รักเอ็งรักมากนะ…ไอ้ลูกชาย”
“ผมก็รักพ่อครับ พ่อใหญ่” แจ็คพูดพร้อมทั้งน้ำตา
พ่อใหญ่ค่อยเอียงศีรษะหันไปพูดกับคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลูกเลี้ยงของตน “ชิด...ชัย ฝาก…ฝากดูแล…แจ็คด้วย”
“ครับ พ่อใหญ่” ชิดชัยรับคำอย่างหนักแน่น ด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาไม่แพ้ชายหนุ่มผมยาว
พ่อใหญ่หันกลับมามองหน้าลูกชายอีกครั้งเหมือนกับพยายามที่จะจดจำภาพที่อยู่ตรงหน้าให้ขึ้นใจ เขาส่งรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เปรียมไปด้วยความสุขให้กับเด็กหนุ่มที่รักเสมือนลูกชายแท้ ๆ แม้จะไม่ได้เกิดมาจากสายเลือดของตนก็ตาม ดวงตาของเขาก็ค่อยปิดลงอย่างช้า ๆ จนกระทั่งปิดลงอย่างสนิท พร้อมกับมือที่ปล่อยห้อยตกลงสู่พื้นดิน แจ็คร้องไห้โฮด้วยความเสียใจเป็นอย่างมาก เขายกร่างของคนที่อยู่ในอ้อมแขนขึ้นมา หน้าผากคนทั้งสองแนบสนิทชิดกันและกัน จนน้ำตาของแจ็คถึงกับไหลพรั่งพรูลงบนใบหน้าของคนผู้เป็นที่รัก ส่วนคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้
สักพักมีเสียงฝีเท้าและเสียงร้องของม้าสีน้ำตาลสี่ตัววิ่งตรงเข้ามาหาคนทั้งสอง ที่นั่งอยู่กับร่างของชายที่ไร้ลมหายใจ โดยคนขี่ม้ามาสองคนคนหนึ่งเป็นชาย อีกคนเป็นหญิงสาวจูงม้ามาด้วยอย่างละตัวโดยที่บนตัวม้ามียามสะพายใส่ของอะไรบางอย่างพาดอยู่ด้วยที่ด้านหลังของม้าทั้งสี่ตัว เข่งตะโกนเรียกชิดชัยและแจ็คให้มาขึ้นม้า เพื่อหนีไปจากที่นี้ท่ามกลางเสียงระเบิดและเสียงปืนที่ดังอย่างไม่ขาดสาย
“ต้องไปแล้วครับ คุณ” ชิดชัยบอกกับแจ็คที่ยังคงร่ำให้กับคนที่อยู่ในอ้อมแขน
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
แจ็คสะอึกสะอื้นพร้อมกับค่อย ๆ ปล่อยร่างของชายผู้รักเสมือนพ่อบังเกิดเกล้าลงกับพื้นดินอย่างอาลัยอาวรณ์ จากนั้นจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินมาที่ม้าตัวที่หญิงสาวจูงไว้ “ขอบใจจินดา” เมื่อเขาขึ้นขี่ม้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วพร้อมทั้งชิดชัย ทั้งหมดเริ่มประคองม้าให้ออกเดิน แต่แจ็คยังคงหันกลับมามองที่ร่างของคนที่จากไปพร้อมด้วยน้ำตา ที่ไม่สามารถแม้แต่จะทำพิธีฝั่งศพให้อย่างสมเกียรติ เขาตัดสินใจเบือนหน้าหนี แล้วควบม้าวิ่งตามเข่งออกไปเพราะเข่งนั้นรู้จักเส้นทางลัดที่ใช้ลงจากหุบเขาเป็นอย่างดี จากนั้นจึงตามมาด้วยม้าของชิดชัย ส่วนคนที่รั้งท้ายคือจินดา ก่อนที่เธอจะกระตุกเชือกให้ม้าวิ่งตามออกไป เธอหันกลับมามองร่างที่นอนอย่างไร้วิญญาณด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อยพร้อมกับเอ่ยบางประโยคขึ้นมา “ขอบคุณที่เลี้ยงดูฉันกับน้องสาวมา” แล้วเธอก็กระตุกเชือกเป็นการส่งสัญญาณให้ม้าวิ่งออกไป…..
“ฟิ้ว” สายกีต้าร์ไฟฟ้าเส้นแรกขาดกระเด็นจากตัวกีต้าร์ด้วยการดันสายที่กำลังไล่สเกลจนถึงบาร์สุดท้ายของคอกีต้าร์ ขาดกระทบโดนท่อนแขนของชายหนุ่มผมยาวความเจ็บปลุกเขาให้ตื่นจากความคิด อารมณ์ของเขาในตอนนี้เดือดดาลเป็นอย่างมาก เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครที่เป็นคนฆ่าพ่อใหญ่ ซึ่งมันจะต้องมีใครสักคนที่หักหลังคนในหมู่บ้านนำพากองกำลังไม่ทราบฝ่าย ขึ้นมาถล่มหมู่บ้านที่ไม่ใครเคยพบเจอ เขาถกเถียงเรื่องนี้อยู่เสมอกับชิดชัยและเข่งรวมทั้งจินดาที่หนีตามกันมาอยู่เสมอ เพราะคนมีฝีมืออย่างพ่อใหญ่นั้นไม่ใช่คนที่จะพ่ายแพ้ให้กับใครหน้าไหนง่าย ๆ มีที่ผิดสังเกตุสำหรับเขาเห็นจะเป็นเข้ม ฟ้ารุ่งและเถิดที่หายหน้าไปในวันเกิดเหตุ ซึ่งชิดชัยเองก็ให้เหตุผลว่าต่างคนคงต่างหนีตาย เพื่อเอาตัวรอด ครั้นจะเป็นเถิดคงจะเป็นไปไม่ได้เพราะมันถูกจับขังไว้ในกระท่อม จะใช้วิธีไหนติดต่อกับคนของมันได้ ส่วนเข้มและฟ้ารุ่งฝีมือไม่เหนือชั้นพอที่จะเล่นงานพ่อใหญ่ได้ เพราะพ่อใหญ่เป็นคนสอนวิชาให้กับทุกคน ครั้นจะประมือกัน พ่อใหญ่ย่อมชนะอย่างแน่นอน ด้วยความตั้งใจของเขา ถ้ามีโอกาสได้พบเจอกับบรรดาศิษย์ที่มีอาจารย์คนเดียวกันเมื่อไหร่เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครกันที่กล้าทำกับคนในหมู่บ้านเช่นนี้
“ก๊อก ๆ ๆ ๆ” เสียงเคาะประตูหน้าห้องของชายหนุ่มผมยาวดังขึ้น
“เข้ามา” ชายหนุ่มตะโกนบอกกลับไปให้คนข้างนอกได้รับรู้ว่าเขาอนุญาต
หญิงสาวคนหนึ่งเปิดประตูแง้มเข้ามาพร้อมกับชะโงกหน้าเข้ามาถามคนที่นั่งอยู่ในห้อง “พี่อาหารเช้าเสร็จแล้ว พี่จะไปกินด้วยกันไหมจ๊ะ”
“พี่ยังไม่หิว จินกินก่อนก็แล้วกัน” เขาหันหน้าไปตอบเสียงนั้น
“วันนี้จินทำของที่พี่ชอบให้ด้วยนะจ๊ะ” จินดายังคงพูดขะยันขะยอต่อไป
“พี่บอกว่ายังไง” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง ก่อนที่จะหันหน้าไปทางหน้าต่าง
“งั้นจินไม่กวนก็แล้วกัน” จบประโยคหญิงสาวปิดประตูตามเดิม เธอหันหลังพิงประตูเงย
Rock N’Roll Dream Come Throug
หน้ากระพริบตาอย่างช้า ๆ เพื่อบดบังไม่ให้น้ำใส ๆ ไหลลงมาจากตา เธอผละจากประตูห้องของชายหนุ่มพร้อมกับหันไปชำเลืองมองที่ประตูนิดนึง จากนั้นจึงเดินจากไป
สักพักมีเสียงเคาะประตูเรียกชายหนุ่มที่หน้าห้องอีก คราวนี้สร้างความไม่พอใจให้เขาเป็นอย่างมากถึงขนาดเขาวางกีต้าร์ไฟฟ้าลงบนขาตั้ง ลุกเดินมาที่ประตูห้องพร้อมกับเปิดออกอย่างเต็มแรง แต่คนที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าเล่นเอาเขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“พอดีแซนจะมาชวนให้ไปกินอาหารเช้าด้วยกัน วันนี้แซนทำอาหารที่แจ็คชอบให้ด้วยนะ”
แจ็คเห็นหญิงสาวผมสีทองยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าอารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนไป “เดี๋ยวผมไปหยิบเสื้อมาใส่ก่อนแล้วกัน” ชายหนุ่มผมยาวผละจากประตูที่เปิดอยู่ เดินมาเข้ามาในห้องหยิบเสื้อยืดแขนสั้นสีดำมีรูปของจิมมี่ เฮนดริกกำลังเล่นกีต้าร์อยู่ตรงกลางหน้าอกเสื้อ ซึ่งวางพลาดอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ขึ้นมาสวมใส่ จากนั้นรวบผมที่ยาวมัดเป็นหางม้า ซึ่งเป็นอะไรที่หญิงสาวชอบเป็นอย่างมากเวลาที่เห็นเขามัดผม แต่ไม่เคยบอกให้เขารู้ เพราะเขาดูน่ารักดีในสายตาของเธอ แล้วเขาก็เดินออกมาจากห้องไปพร้อมกับหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า เขายิ้มให้เธอนิดนึงจากนั้นจึงจับมือเธอ จูงเดินไปพร้อมกัน โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีดวงตาคู่งามคู่หนึ่งกำลังแอบเฝ้ามองเขาด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น