เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
…๑๑…
แซนด้าก้มลงมองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกใสในห้องรับแขกด้วยความรู้สึกที่ซึมเศร้าบนโซฟาตัวยาวในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาวที่คลุมลงมาถึงหัวเข่าพับชายแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอกในหัวของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยคำถามที่หมุนวนไปมาไม่รู้ว่าทำไมคนที่อยู่ทางปลายสายถึงไม่ยอมรับสายเธอบ้างเลย ทั้ง ๆ ที่เธอโทร.ไปหาเขาเพียงเพื่อแค่อยากจะถามไถ่เรื่องความเป็นอยู่ว่าเป็นอย่างไรบ้างกินอะไรหรือยัง ด้วยความเป็นห่วงและด้วยความรักที่มีต่อตัวเขาคนนั้นอย่างมากมาย แต่ดูเหมือนเขาผู้นั้นจะไม่ได้สนใจใยดีเธอเลย สักพักเธอเปลี่ยนท่านั่งเป็นลักษณะชันเข่าเอนกายหลังพิงโซฟาศรีษะซบลงตรงเบาะเพื่อใช้เป็นหมอนหนุนหัว ดวงตายังคงเหม่อมองออกไปนอกต่างกระจกใสในความมืดสลัวพุ่งความสนใจไปยังประตูบานใหญ่ที่มีรูปปูนปั้นเป็นเด็กน้อยผมหยักโศกสีขาวที่มีเพียงผ้าเดียวปิดบังท่อนล่างเอาไว้ถือโคมไฟสองดวงตั้งอยู่ซ้ายขวาของเสาประตูที่ใช้ปิดกั้นผู้คนภายนอกไม่ให้ผ่านเข้ามาได้อย่างสะดวกนักและเผื่อมันจะถูกเปิดออกเพื่อต้อนรับใครบางคนที่เธอกำลังเฝ้ารออยู่
บางครั้งเธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนรักของเธอหายหน้าไปไหนในแต่ละวันและไปทำอะไรกันอยู่กับชิดชัยเพราะสองคนนี้มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดกว่าจะกลับมาก็เกือบเช้า จะแอบหนีไปเที่ยวย่ำราตรียามค่ำคืนตามสถานเริงรมณ์ก็คงจะไม่ใช่ เพราะลักษณะท่าทางของทั้งสองคนไม่ได้มีอาการที่เมามายกันกลับมาแถมเนื้อตัวของแจ็คเองก็ไม่มีแม้แต่กลิ่นของแอลกอฮอล์หรือน้ำหอมของสาว ๆ คนไหนให้เป็นที่ผิดสังเกต แต่เธอเองไม่กล้าถามเขาอย่างตรง ๆ เพราะกลัวเขาจะโกรธและไม่ยอมพูดคุยกับเธออีกและมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งที่เธอไปเซ้าซี้เขามาก ๆ ด้วยท่าทางที่ดูสุขุมไม่ค่อยพูดค่อยจานั้นแซนด้าไม่คิดเลยว่าเวลาไม่พอใจขึ้นมากลับเปลี่ยนเป็นคนละคนตอนที่เขาโกรธมันเหมือนกับปีศาจร้ายกำลังอาละวาดทำลายข้าวของที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่สนใจว่ามันจะราคาเท่าไหร่และไม่ยอมพูดกับเธอไม่มีแม้แต่แววตาเอื้ออาทรใด ๆ และก็หนีหายหน้าไปสักระยะจึงกลับมาตัวเธอเลยต้องเป็นฝ่ายไปขอโทษและคอยง้อเขาก่อนเขาถึงจะยอมกลับมาคุยด้วย จากเหตุการณ์ครั้งนั้น จึงทำให้เธอรู้สึกกลัวอย่างจับใจไม่กล้าที่จะทำอะไรตามใจตัวเองอีก แต่ในช่วงเวลาที่เขาอ่อนโยนก็เป็นอะไรที่อยากเข้าหาและซบลงอยู่ในอ้อมแขนที่อบอุ่นนั้นไปนาน ๆ จนไม่อยากให้เขาจากไปไหน
ทำไมนะเธอถึงต้องมาทนอยู่กับเขาด้วยทั้ง ๆ ที่ถ้ากลับไปอยู่บ้านที่นิวยอร์คเธอเองกลับ
Rock N’Roll Dream Come Through
เป็นที่สนใจของบรรดาหนุ่ม ๆ ทั้งหลายที่นั้นเพราะความสวยของเธอที่เคยเป็นถึงแชมป์ความงามในการประกวดมิสระดับมหา’ลัย วัน ๆ จะมีแต่ผู้ชายมาคอยเดินตามงอนง้อขอคบเธอเป็นแฟนทำทุกอย่างเพื่อพิชิตใจเธอแถบทั้งนั้นแต่เธอกลับไม่สนใจใครเป็นพิเศษเลยแม้แต่คนเดียวไม่ว่าจะหล่อและรวยกันขนาดไหน หรือแม้แต่บรรดาหนุ่ม ๆ ผู้ที่ทำงานอยู่ในบริษัทสิ่งพิมพ์ที่พ่อของเธอเป็นถึงเจ้าของกิจการอยู่นั้นก็มีหนุ่ม ๆ ดาหน้ากันเข้ามาให้เธอเลือกคบแต่เธอก็เล่น ๆ ไปไม่ได้จริงจังหรือสนใจกับผู้ชายเหล่านั้นทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายต่างต้องการตัวเธอกันใจแทบขาด เมื่อเริ่มเห็นว่าสถานการณ์ชักไม่สู้ดีและชักเริ่มเกินเลยเธอก็มักจะชิงหนีและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยทิ้งให้บรรดาหนุ่มที่มาหลงรักต้องจมอยู่กับความผิดหวังด้วยน้ำตานองหน้ากันไป
เธอคือผู้ชนะมาตลอดในวันวานที่ผ่านมา แต่วันนี้กลับต้องมานั่งจมอยู่กับความซึมเศร้าเพียงลำพังอย่างผู้พ่ายแพ้ที่ไร้ซึ่งคนเหลียวแล เหลียวมองหาใครสักคนที่พอจะคุยด้วยอย่างเข้าอกเข้าใจในบ้านหลังนี้กลับไม่มีเลยสักคนเดียวภายในบ้านหลังนี้ที่เธอไม่ใช่เจ้าของมัน
“ฉันว่าเธอเลิกสนใจไอ้หมอนั่นเหอะอย่าไปยุ่งกับมันเลยกลับมาบ้านเราจะดีกว่า ผู้ชายหน้าตาดี ๆ ที่นี่มีอยู่เยอะแยะถมไป คนที่มันเอาแต่เล่นตัวเงียบขรึมไปวัน ๆ ทำตัวลึกลับเรียกร้องความสนใจอย่างนั้นรักลงเข้าไปได้ยังไงก๊านแม่คุ๊ณ ฟังฉันนะแซนด้าคนอย่างเธอน่ะนะหน้าตาก็ออกจะสวยเลือกได้แถมฐานะก็ดีไม่เห็นจำเป็นเลยที่จะต้องมาทนก็อีแค่ผู้ชายคนเดียวเล้ย”
แซนด้านึกทบทวนคำพูดของเพื่อนสนิทคนที่มักจะโทร.ไปหาและพูดคุยปรับทุกข์เวลาที่เธอไม่สบายใจกับรีเบคก้าที่อยู่บ้านใกล้กันกับเธอ ซึ่งมันก็จริงอย่างที่เพื่อนเธอพูดทำไมเธอต้องมาอดทนกับคนอย่างนี้ด้วยถ้าเทียบกับผู้ชายที่บ้านของเธอรูปร่างและหน้าตาของแจ็คก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไรมากมายนักแค่ดูคมเข้มเท่านั้นเอง แต่ภายในหัวใจสิมันคอยแต่จะเรียกร้องที่อยากจะอยู่ใกล้ ๆ เขา เวลานี้ที่พอจะทำได้คือการรอคอยการกลับมาของผู้ชายที่รักมากที่สุดคนหนึ่ง
“ยังไม่นอนอีกเหรอค่ะ” เสียงของผู้หญิงที่คุ้นเคยและได้ยินเป็นประจำทุกวันเรียกแซน
ด้าให้กลับมาจากความรู้สึกที่เหม่อลอยและทำให้เธอหันไปมองตามเสียงที่เรียกมา
“ฉันนอนไม่ค่อยหลับก็เลยลงมานั่งเล่นข้างล่างนี่ แล้วจินดาล่ะจ๊ะยังไม่ง่วงเหรอ”
“อ๋อ ฉันเพียงลุกมาเข้าห้องน้ำและเผอิญได้ยินเสียงโทรทัศน์เปิดอยู่ก็เลยเดินเข้ามาดูเผื่อใครลืมปิดไว้ก็เท่านั้น” จินดาพูดตอบกับไปในขณะที่หันหน้าไปมองทางอื่น
“ขอโทษด้วยนะที่ทำให้เธอต้องลำบากเดินมาดู ทั้งที่มันก็ดึกมากแล้ว” แซนด้าพูดด้วยสีหน้าที่ยิ้ม ๆ ปนเศร้าในลักษณะที่ก้มหน้าลงเหมือนกับเธอทำผิดอย่างร้ายแรงที่แอบหนีลงจากเตียงนอนตอนสมัยเป็นเด็ก
จินดาหันหน้ากับมามองที่คู่สนทนาของเธอ แต่น้ำเสียงที่ใช้ในการพูดคุยยังคงคมเข้มคล้ายเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังดุเด็กน้อยที่ทำความผิดไม่ยอมหลับยอมนอนทั้งที่ดึกมากแล้ว “ไม่เป็นไร
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
หรอกมันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้วที่ต้องคอยดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านหลังนี้”
“งั้นเดียวฉันจะปิดโทรทัศน์แล้วกับขึ้นไปบนห้องของฉันตามเดิมก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้เพราะคุณมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบภายในบ้านหลังนี้อยู่แล้ว เชิญตามสบาย” จินดาพูดจบเธอก็หันหน้าเดินจากคู่สนทนามุ่งตรงกลับไปยังห้องนอนของเธอปล่อยให้แซนด้ายังคงนั่งอยู่คนเดียวในห้องรับแขกตามเดิมโดยที่ไม่สนใจเลยว่าแซนด้าจะรู้สึกยังไงกับท่าทางและอารมณ์ที่ขุนมัวของเธอ
แซนด้าได้แต่คิดอย่างไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจินดาถึงไม่เคยยอมพูดยอมคุยกับเธอดี ๆ บ้างเลย นับตั้งแต่วันที่เธอย่างเท้าเดินเข้ามาภายในบ้านหลังนี้ ครั้งแรกที่พบกันจินดาก็ดูมึนตึงกับเธอเรื่อยมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือว่าเธอจะแอบชอบแจ็คอยู่เหมือนกัน พอเธอเดินเข้ามาในชีวิตของเขาจึงทำให้จินดาไม่พอใจ แต่แจ็คก็เป็นคนบอกเองว่าจินดานั้นเป็นน้องสาวของเขา ส่วนคนที่ดีกับเธอและพอจะพูดคุยด้วยได้บ้างเท่าที่เห็นก็คงจะมีแต่เพียงพี่ชิดชัยที่เธอเรียกตามแจ็คและลุงชื่นผู้ทำหน้าเสมือนยามเฝ้าประตูบ้านก็จริงแต่ก็เปรียบเหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่งที่เธอไม่เคยดูหมิ่นดูแคลนและทั้งสองคนนี้ก็ดูเหมือนจะคอยเป็นห่วงเป็นใยเธอเป็นอย่างมากซึ่งแตกต่างกับจินดาอย่างลิบลับ
แซนด้าได้แต่หวังวันหนึ่งข้างหน้าจินดาคงจะยอมเปิดใจยอมรับเธอและมองเธอเหมือนพี่สาวคนหนึ่งเหมือนกับที่เธอมองจินดาเป็นเหมือนน้องสาว แซนด้าสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเต็มที่พร้อมกับลบทุกความคิดที่มีอยู่ในหัวออกไปก่อนชั่วคราว พร้อมกับนั่งหมุนตัวกลับไปนั่งยังท่าเดิมด้วยความรู้สึกและดวงตาที่ยังคงจับจ้องมองออกไปยังประตูทางเข้าบ้านตามเดิมเผื่อจะได้พบเจอกับรถยนต์ของคนที่เธอกำลังรอคอยการกลับมาโดยไม่สนใจในเรื่องของเวลาและความมืดที่เริ่มจะสิ้นสุดลงในอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
Rock N’Roll Dream Come Throug
…๑๒…
สายลมยามเย็นพัดผ่านไปบรรยากาศสบาย ๆ ในช่วงที่แสงแห่งความหวังกำลังลดอุณภูมิแห่งความร้อนแรงลงหลังจากที่ทอแสงมาทั้งวัน บางคนอาจจะชอบเพราะสามารถทำการค้าขายเป็นไปด้วยดี การเดินทางที่สัญจรไปไหนมาไหนก็สะดวกสบายแม้อากาศจะร้อนไปบ้าง แต่ในทางตรงกันข้าม ความคิดของคนบางกลุ่มก็อยากให้ท้องฟ้าถึงฤดูแห่งการสาดน้ำลงมาเพื่อจะได้ลดบรรยากาศที่ร้อนรุ่มลงไปบ้างเปลี่ยนเป็นอากาศที่ร้อนจัดให้เย็นสบาย เป็นธรรมดาของความคิดและข้อเรียกร้องที่ต่างคนต่างมี แต่ยังไงฤดูกาลก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างลงตัวแล้ว ที่เหลือก็คงทำได้เพียงมานั่งคบคิดกันเอาเองว่าอากาศที่มันร้อนจนเกินไปมันมาจากสาเหตุอะไรกันแน่
รถเบนซ์สีทองดวงไฟสี่ตาคันหนึ่งจอดอยู่บริเวณแถวท่าเรือ แต่คนที่มากับรถมิได้นั่งอยู่ในรถคันดังกล่าว ชาย 3 คนสวมชุดสูทสีดำคลุมทับเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกเน็คไทสีดำสวมแว่นตาดำยืนประกบอยู่ข้างรถด้วยท่าทีที่สุขุมไม่ไหวติ่ง คอยอารักษ์ขาใครคนหนึ่งที่เป็นเสมือนนายใหญ่ของพวกเขา ซึ่งชายคนดังกล่าวนั้นส่วนสูงประมาณ 180 เซนติเมตรมาในชุดสูทสีดำทับเชิ้ตสีขาวไม่สวมเน็คไทปลดกระดุมเสื้อจากด้านบนลงมาสองเม็ดสองมือของเขาล้วงกระเป๋ากางเกงผ้าสีดำสวมรองเท้าหนังสีดำขัดมันจนขึ้นเงาที่ในตอนนี้กำลังยืนอยู่ใกล้ริมตลิ่งจ้องมองออกไปยังเรือขนส่งสินค้าของเขาที่กำลังล่องลอยไกลออกไปยังที่หมายที่มันกำลังจะมุ่งหน้าไปพบกับคนที่กำลังรอรับสินค้าที่อยู่บนเรือลำนั้นซึ่งมันไม่ใช่สินค้าที่ผิดกฎหมายอะไรที่นักธุรกิจคนนี้ทำ กลับเป็นสินค้าที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภคเพื่อหยุดยั้งความหิวให้กับคนอีกกลุ่มที่กำลังรอคอยอาหารบนเรือลำนั้น ธุรกิจขนส่งสินค้าคืองานสุจริตที่ชายคนนี้ทำ แต่ก็ยังมีงานลับ ๆ ที่ทำเงินให้เขาอย่างมหาศาลไม่แพ้ไปกว่างานขนส่งสินค้าสุจริตที่ทำอยู่เป็นเท่าตัว น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขาแอบทำอะไรอยู่ ส่วนคนที่รู้เรื่องราวความลับของเขานั้น คนเหล่านั้นต่างก็ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้วหรือไม่ก็หนีตายหายสาบสูญไปอย่างชนิดที่ไม่กล้าแม้แต่จะปรากฏตัวออกมา
“นายครับ นี่มันก็เย็นมากแล้วไอ้เสี่ยวรเทพมันคงไม่กล้ามาแล้วล่ะมั้งครับ” เถิดคนสนิทของเสี่ยนรสิงห์ขยับก้าวเดินเข้าไปหาผู้เป็นนายใหญ่พร้อมกับถอดแว่นตาเสียบเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน เพราะเห็นว่านายของตนยืนนิ่งอยู่นานแล้ว และเวลานัดหมายก็เกินมาเกือบชั่วโมงแล้ว เป็นธรรมดาที่ผู้ติดตามย่อมต้องเป็นห่วงเป็นใยคอยดูแลเทคแคร์ในสถานะของคนสนิทหรือเพียงแค่แสร้งทำเป็นถามเพื่ออยากรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของคนที่ตนติดตามมานั้นกำลังคิดอะไรอยู่ท่ามกลางสายลมที่กำลังพัดผ่านไป
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
“รออีกสักพักถ้ามันไม่มาก็แสดงว่ามันไม่กล้ามาชี้แจงกับเรื่องที่เกิดขึ้น” ผู้เป็นนายเอ่ยขึ้นในขณะที่ดวงตายังคงจ้องมองออกไปยังเรือที่เริ่มออกไปจนไกลลิบตา สักพักเขาจึงระเบิดคำพูดกระแทกแดกดันออกมาอย่างไม่สบอารมณ์พร้อมด้วยสีหน้าที่ดูเคร่งเครียดกว่าเดิม “แล้วพรุ่งนี้กูจะบุกไปหามันเอง เอาให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย”
เสี่ยนรสิงห์พูดจบเขาก็ละสายตาจากเรือขนส่งสินค้าหันหน้ามาทางลูกน้องคนสนิทพร้อมกับหมุนตัวตามมาในขณะที่มือทั้งสองข้างยังคงล้วงกระเป๋ากางเกงขายาวพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดจากนั้นจึงเชิดใบหน้าของตนขึ้นเปลี่ยนสีหน้าเป็นไปในลักษณะที่เรียบเฉย “มันก็น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งทุกทีมันไม่เคยมาช้าและค่อนข้างที่จะตรงต่อเวลาที่นัดกัน แต่ทำไมครั้งนี้มันดูผิดสังเกตุชอบกลว่าไหมไอ้เถิด”
“จริงครับนาย คนอย่างเสี่ยวรเทพค่อนข้างที่จะเป็นคนรักษาเรื่องของเวลานัดหมายแทบทุกครั้งที่นัดกับนายเพราะเท่าที่ผ่านมาผมก็เห็นเป็นอย่างนั้น แต่ครั้งนี้ผมว่าไอ้เสี่ยนั่นต้องแอบไปทำอะไรเพื่อเป็นการเตรียมรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับนาย เรื่องอำพรางคดีขานั้นใช่ย่อยที่ไหนนายก็รู้กันดีพลิกได้ทุกสถานการณ์เวลาที่ทำอะไรพลาดไปลื่นไหลยิ่งกว่าปลาไหลเสียอีกเรียกว่าเป็นตัวพ่อเลยก็ได้ครับนาย” เถิดพูดอย่างเจื้อยแจ๋วซึ่งก็เป็นลักษณะของเขาอยู่แล้วและเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรตลอดระยะเวลาที่ติดตามเสี่ยนรสิงห์มา เถิดเริ่มทำหน้าที่ของตนเพื่อต้องการให้ทั้งสองฝ่ายเกิดการแตกแยกกัน ตัวของเสี่ยนรสิงห์พอได้ฟังดังนั้นถึงกับเกิดความรู้สึกขอยตามไปซึ่งมันก็อาจเป็นไปเพราะพฤติกรรมของเพื่อนผู้ร่วมทำธุรกิจนั้นอดีตก็ไม่ค่อยสวยหรูเท่าไหร่ และที่สำคัญหารู้ไม่ว่าลูกน้องคนสนิทกำลังชักนำพาให้ตนและเพื่อนแตกคอกัน เถิดเฝ้ามองอากัปกิริยานายของตนที่มีสีหน้าและท่าทางดูเหมือนเริ่มระส่ำระส่ายมากขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ตัวผู้พูดกับรู้สึกพึงพอใจถึงขนาดซ่อนยิ้มเอาไว้ภายในดวงหน้าที่สามารถทำให้นายของตนเริ่มเสียหลักทางความคิด
และมันคืออีกหนึ่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาให้ต้องทำและจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้เท่านั้นจนกว่าจะบรรลุถึงสิ่งที่เถิดเฝ้ารอคอยอยู่ และการดึงใครคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะอยู่นอกวงโคจรทางความคิดของเสี่ยนรสิงห์ไปนานแล้วให้กับมามีบทบาทอีกครั้งจนกลายเป็นส่วนหนึ่งให้นายต้องมาขบคิดหนักมากขึ้นกว่าเดิมกับการเตรียมรับมือของชายผู้นั้นที่เคยเป็นเสมือนเสี้ยนหนามที่นายเคยคิดว่าได้ดึงออกจากวิถีชีวิตไปเรียบร้อยแล้วนั้นอีกไม่นานเสี้ยนหนามที่หล่นหายกำลังจะกลับมาคอยทิ่มตำให้ต้องเจ็บปวดอีกครั้งและครั้งนี้อาจจะหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเดิม
ขณะที่นายและลูกน้องกำลังยืนคุยกันอยู่นั้น สักพักมีรถยนต์คันหนึ่งกำลังขับเคลื่อนเข้ามายังประตูทางเข้าเป็นรถยี่ห้อโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวมุ่งตรงเข้ามาหากลุ่มคนที่กำลังยืนกันอยู่
Rock N’Roll Dream Come Throug
อย่างเชื่องช้าภายในรถประกอบไปด้วยชายเพียง 4 คนเช่นกัน คนที่ยืนอยู่ต่างหันไปมองรถคันดังกล่าวและไม่อาจรู้ได้เลยว่าคนในรถกำลังคุยอะไรกันอยู่
“เตรียมพร้อมไว้นะทุกคน เพราะเรากำลังจะเข้าใกล้สิงโตตัวที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เห็นกันมาในสารคดีเลยล่ะ แต่ตัวนี้มันอยู่นอกจอเสียด้วย” ชายชาวจีนร่างท้วมที่อายุอานามก็ปาเข้าไปเกือบห้าสิบศีรษะเริ่มมีผมเหลืออยู่ประปรายแต่งกายในชุดลำลองสบาย ๆ เหมือนกับกำลังจะไปตีกอล์ฟที่ไหนสักแห่ง นั่งอยู่ตอนหลังของรถพูดบอกกับคนของเขาด้วยสำเนียงจีนปนไทยที่พูดไม่ค่อยชัดทำให้คณะผู้ติดตามมาด้วยนั้นต่างยิ้มกันที่มุมปากหลังจากที่นายของตนพูดจบ
ส่วนคนที่นั่งประกบอยู่ทางด้านข้างของชายชาวจีนคนดังกล่าวมีลักษณะลำตัวที่ใหญ่หนาบึกผิวขาวเหมือนคนเชื้อสายจีนความสูงเกือบ 180 เซนติเมตรรูปหน้ายาวผมสั้นไว้นวดพอประมาณพูดขึ้น “รับรองได้ครับเสี่ย พวกมันจะไม่มีทางแตะต้องเสี่ยได้เลยแม้แต่ปลายนิ้วมือของพวกมันผมรับประกันด้วยสิ่งนี้” ชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดพร้อมกับเปิดเสื้อสูทที่ใส่คลุมทับเสื้อเชิ้ตสีขาวเผยให้เห็นถึงปืนสองกระบอกคู่งามที่เหน็บอยู่ด้านข้างลำตัวของเขาบนตัวปืนมีลวดลายของก้านดอกกุหลาบที่วาดอย่างประณีตพันทับกันไปมาส่วนด้ามจับนั้นทำมาจากทองคำอีกที
ชายชาวจีนเห็นของลับที่ติดตัวมากับคนสนิทของเขาด้วยก็มีสีหน้าที่แช่มชื่นขึ้นจึงพูดกับผู้ที่ติดตามอย่างสบายอารมณ์ “เจ๋งมากเลยอาเข้ม แล้วไอ้สองคงข้างหน้าล่ะ”
“ไม่ต้องเป็นกังวลไปครับเสี่ยผมให้มันติดตัวกันไว้เรียบร้อยแล้ว และภายในรถคันนี้ทุกซุกซอกทุกมุมมีอาวุธอีกเพียบชนิดที่แบบทำสงครามกันให้เละไปข้างหนึ่งยังได้เลยครับเสี่ย” เข้มพูดด้วยอารมณ์ที่หึกเหิมและน้ำเสียงที่ขึงขังจนทำให้ผู้ที่ได้ยินถึงขนาดรู้สึกพึงพอใจในการเตรียมการเพื่อมาลุยในงานครั้งนี้ที่ไม่รู้ว่าการมาเยือนในที่ของผู้มีอิทธิพลคนดังกล่าวที่นั้นจะเป็นอย่างไร
“อั๊วนี่มองคนไม่มีผิดจริง ๆ ดีมากอาเข้ม” ชายชาวจีนพูดด้วยความรู้สึกที่ดูหนักแน่นและสีหน้าที่จริงจังตามลูกน้องคนสนิทพร้อมกับยกนิ้วโป้งมือขวาให้เป็นการชมเชยในความรอบคอบของลูกน้องคนสนิทที่ติดตามเขามาหลายปี พลางคิดไปถึงเมื่อครั้งหลังจากที่เขาช่วยเข้มไว้จากสภาพที่เหมือนคนหนีตายจากที่ไหนสักแห่งแถวทางเหนือของไทยเหมือนมีเหตุการณ์ปะทะกันของคนบางกลุ่ม ตัวเข้มเองได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัสด้วยความสงสารจึงชุบเลี้ยงเอาไว้พอพักฟื้นอยู่สักระยะและสำรวจดูเรื่องนิสัยใจคอว่าเป็นคนอย่างไรจึงเขยิบสถานะให้เขาเป็นคนสนิท พออยู่กันไปเริ่มเข้าที่เข้าทางเริ่มคุ้นเคยกันและกันมากขึ้น เข้มก็เริ่มฝึกฝนฝีมือตนเองในเรื่องของศิลปะป้องกันตัวและการใช้อาวุธในการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนอย่างกับคนที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีจากใครสักคนที่มีความสามารถอย่างมากมาย แต่เข้มก็ไม่เคยปริปากบอกให้ใครรู้ว่าคนที่สอนเชิงยุทธ์ให้กับเขานั้นเป็นใครมีเพียงแค่ฝีมือของเขาเท่านั้นที่แสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาว่าเขานั้นเหนือชั้นขนาดไหนในฝีมือการต่อสู้ที่สามารถล้มคนได้ถึงสิบคนในขณะที่บางคนมีอาวุธครบมือ
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
และบางคนมีแค่มือเปล่าภายในไม่กี่นาทีคนเหล่านั้นก็ลงไปนอนกองกับพื้นจนหมด แค่นั้นก็เพียงพอแล้วว่าเข้มนั้นสอบผ่านในการเป็นบอดี้การ์ดและในฐานะคนสนิทในการที่จะยืนปกป้องผู้ให้โอกาสเขาในทุกหนทุกแห่ง
เมื่อรถยนต์ของเสี่ยวรเทพเคลื่อนเข้ามาใกล้ยังกลุ่มคนที่กำลังยืนรอผู้มาเยือนอยู่นั้นทางเสื่ยนรสิงห์จึงกระซิบเบากับเถิดเหมือนเป็นการเตรียมรับมือกับอะไรบางอย่างซึ่งเสี่ยนรสิงห์นั้นรู้ดีว่าคนที่ติดตามเพื่อนของเขามาด้วยนั้นมีฝีมือเป็นเช่นไร “เตรียมพร้อมไว้แล้วใช่ไหมเถิด” ส่วนทางเถิดไม่ได้ตอบคำถามของผู้เป็นนายเขาเพียงแค่พยักหน้าให้แทนคำตอบ ซึ่งเป็นการรู้กันระหว่างนายกับลูกน้อง เสี่ยนรสิงห์เห็นดังนั้นก็มีสีหน้าที่คลายกังวลลง จากนั้นจึงหันไปมองคนที่กำลังก้าวลงมาจากลงที่จอดอยู่ไม่ห่างจากจุดผู้ยืนคอยอยู่ไม่ไกลมากนักโดยผู้ที่ติดตามที่นั่งอยู่ทางตอนหน้าของรถก้าวลงมาเปิดประตูให้คนที่นั่งอยู่ด้านหลังกำลังก้าวลงมาจากรถพร้อมด้วยผู้ติดตามที่เดินรักษาระยะห่างพอประมาณแต่ดวงตาของผู้ที่ติดตามเสี่ยวรเทพมาด้วยนั้นกับเพ่งมองสายตาพุ่งตรงไปยังกลุ่มคนที่ยืนรออยู่อย่างไม่วางตาด้วยสีหน้าและท่าทางที่ดูขึงขังไม่แพ้ไปกว่าอากัปกริยาของเสี่ยนรสิงห์ในตอนนี้
“ว่าไงเพื่อนยาก” เสี่ยวรเทพเอ่ยทักชายตรงหน้า เสี่ยวรเทพสวมหมวกไบเล่ย์สีขาวที่มักใส่เวลาไปไหนมาไหนเหมือนกับจะอายผู้คนที่ผมบนศีรษะนั้นเหลือน้อยนิดทักขึ้นก่อนในขณะที่ก้าวเดินเข้าไปหาเพื่อนผู้ร่วมทำธุรกิจ “วันนี้มาแปลกดีเน๊อะ นัดกันทั้งทีคิดว่าจะไปยังที่ที่เราคุ้นเคยกันเสียอีก อั๊วเนี๊ยะกำลังเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวอยู่พอดีเลย” เสี่ยวรเทพยังคงพูดต่อไปอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับทำท่าบีบแขนสองข้างในขณะที่สอดส่ายสายตามองไปบริเวณโดยรอบท่าเรือที่มีตู้คอนเทรนเนอร์วางเรียงรายซ้อนกันไปมาตามจุดต่าง ๆ ดูเหมือนกับกำลังคิดพิจารณาอะไรสักอย่าง
“อย่าพูดให้มันมากเรื่องนักเลย มึงไปไหนมาไอ้เทพเพิ่งจะมาเอาป่านนี้ นี่มันเลยเวลานัดไปเท่าไหร่แล้วรู้ไหม”
“ขอโทษทีพอดีไปอั๊วะไปส่งญาติที่สนามบินมา รถติดเป็นบ้าเลยบ้านเราเนี้ย”
“นี่มันคือเวลานัดหมายแต่มึงกับเฉไฉไปทำอย่างอื่นปล่อยให้กูรอเนี้ยนะ” เสี่ยนรสิงห์เริ่มมีอารมณ์เดือดดาลขึ้นมาทันทีกับคำตอบที่ได้ยิน
“มันจำเป็นจริง ๆ พอดีญาติจะต้องกลับอเมริกาวันนี้ด้วย”
“คนในบ้านมึงออกจะเยอะให้ใครไปส่งก็ได้นี่เว้ย”
“เฮ้อ! พูดไปลือก็ไม่เข้าใจ อั๊วะก็ไม่รู้จะพูดกับลือยังไงดีเพราะนี่มันเรื่องของคนในครอบครัวนะเว้ย”
“ถ้าอธิบายเรื่องนี้ไม่ได้ ก็อธิบายอีกเรื่องหนึ่งที่มันเกิดขึ้นมาให้ฟังหน่อยสิ”
Rock N’Roll Dream Come Throug
“เรื่องอะไรหรือที่ว่า” เสี่ยวรเทพทำท่าทางครุ่นคิด แต่พอเห็นหน้าของเสี่ยนรสิงห์ที่ยืนปั้นหน้าเหมือนยักษ์ปักหลันอยู่นั้นเขาก็นึกได้ขึ้นมาทันที “อ้อ นึกว่าเรื่องอะไร ของที่เราได้ตกลงกันไว้ใช่มั๊ย ใจเย็น ๆ ไม่นานหรอกน่าเดี๋ยวจัดของมาให้ตามจำนวนที่อยากได้เลย”
เสี่ยนรสิงห์ยืนทอดทอนหายใจด้วยท่าทางที่เหนื่อยหน่าย “มึงจะพูดนอกเรื่องอีกนานแค่ไหนกันฮึ”
“แล้วแกจะให้อั๊วะพูดเรื่องอะไรกันว่ะ อ้ายสิงห์ถ้าไม่ใช่เรื่องของที่แกกำลังต้องการในตอนนี้”
“นี่มึงไม่รู้จริง ๆ เหรอ ก็ของที่มึงชิงไปจากกูไงล่ะ หรือว่าจะต้องให้กูช่วยเตือนความจำให้ฮ้า” นักธุรกิจหนุ่มเริ่มระเบิดโทสะพร้อมกับเดินปี่เข้าหาคู่กรณีที่ยืนอยู่ตรงหน้า ทำให้ผู้ติดตามเสี่ยวรเทพเริ่มขยับตัวเดินเข้ามาโดยมีเข้มที่เดินเข้าถึงตัวของเสี่ยนรสิงห์ก่อนด้วยสีหน้าที่เข้มสมชื่อและดวงตาที่มองเขม็งเหมือนกับจะตระขรุบเหยื่อที่อยู่ตรงหน้า เขายกมือข้างซ้ายขึ้นยันที่หน้าอกของเสี่ยนรสิงห์อย่างเบา ๆ แต่ผู้ที่ถูกสัมผัสกับรู้สึกได้ถึงแรงดันที่ส่งออกมาจากมือข้างนั้นจึงทำให้นักธุรกิจหนุ่มถึงกับยืนนิ่งมองดูมือของผู้ที่ดันตัวเขาไว้ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยันหน้าอกเขาที่ยืนจ้องมาอย่างไม่ละสายตา
เสี่ยนรสิงห์ยืนนิ่งอึ้งไปทางกลุ่มคนของนักธุรกิจหนุ่มจึงเริ่มเดินกรูกันเข้ามาพร้อมกับเอามือล้วงเข้าไปภายในเสื้อสูทรหยิบปืน 9 มม.ออกมา เสี่ยนรสิงห์ออกปากห้ามขึ้นอย่างเสียงดัง “ไม่ต้อง พวกมึงอยู่เฉย ๆ” เสี่ยนรสิงห์ก้าวถอยมาหนึ่งก้าว พร้อมกับเข้มที่ลดมือลงแล้วเดินถอยกลับไปยืนอยู่ข้างเสี่ยวรเทพตามเดิม ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปสร้างความประทับใจให้กับเสี่ยวรเทพเป็นอย่างมากถึงกับแสดงสีหน้าอย่างกระหยิ่มยิ้มหย่องในช่วงที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเพื่อนผู้ร่วมธุรกิจ ก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นเป็นแบบเรียบเฉยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตะกี้นี้
“อ้อ นึกว่าเรื่องอะไร นั้นมันไม่ใช่ฝีมือของอั๊วะนะเฟ้ย จริงอยู่ไอ้รถมอเตอร์ไซค์คันนั้นมันจะถือเป็นรถของคนของอั๊วะก็จริง แต่คนของอั๊วะมันก็ได้ไปแจ้งความกับทางการไว้แล้วว่าถูกขโมยไป อั๊วะมีหลักฐานนะเฟ้ย ไม่ใช่จะมาพูดเพื่อปัดภาระในการรับผิดชอบ ถ้าลื้ออยากดูอั๊วะจะให้คนของอั๊วะหยิบมันมาให้ดูก็ได้” เสี่ยวรเทพชิงพูด
“หลักฐานนั้นแกอาจจะไปจ้างใครก็ได้ทำมันขึ้นมา มีเหรอที่คนระดับอย่างมึงมันจะทำไม่ได้อย่านึกว่ากูไม่รู้ เพราะมึงกับกูไม่ใช่แค่คบกันมาแค่วันสองวันเท่านั้นหรอกนะ”
“ซีซั้วน่า มีเหตุผลหน่อยสิเพื่อน เราต่างก็ทำธุรกิจด้วยกันมานาน แล้วอั๊วจะมาหักหลังลือเรื่องอะไรอั๊วะมีของอยู่เยอะแยะหาจากที่ไหนก็ได้ถ้าอั๊วะต้องการ อย่างตอนนั้นที่เกิดปัญหาขึ้นที่เชียงรายทางอั๊วะเองก็หมดไปกับลือไม่ใช่น้อยกับของที่โดนขโมยไป อั๊วะไม่เห็นมาโหวกเหวก
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
โวยวายอะไรกับลือเลยทั้ง ๆ ที่คนของลือทำงานพลาดกันเองแท้ ๆ”
ประโยคที่เสี่ยวรเทพพูดถึงเล่นเอาเถิดถึงกับสะดุ้งกับเหตุการณ์ที่มันเคยเกิดขึ้นกับเขา แต่ก็พยายามที่จะเก็บอาการนั้นเอาไว้โดยไม่ทำลุกลี้ลุกลน แต่เหมือนใครบางคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เสี่ยวรเทพจะมองเห็นอากัปกิริยานั้นเพราะเขาก็รู้ด้วยว่าเถิดมันเจอกับอะไรมา แต่เถิดหาได้รู้ไหมว่าใครคนหนึ่งกำลังจับตามองเขาอยู่
“งั้นเอาอย่างงี้อั๊วะจะให้คนจัดของส่งให้กับลือครึ่งหนึ่งที่หายไปให้ฟรี ๆ เลยก็ได้ไม่คิดเงินเอาไหม๊”
ได้ยินดังนั้นนักธุรกิจหนุ่มถึงขนาดกับนิ่งอึ้งไปกับคำพูดและข้อเสนอที่เขาจะได้ของมาฟรี ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว จากสีหน้าและท่าทางที่ดูขึงขังเมื่อสักครู่นี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด พาให้คนที่พูดก็พลอยคลายความกังวลลงไปด้วย
“ยังไงก็ได้ ถ้าหากมึงคิดว่างานนี้ไม่ใช่ฝีมือของมึงจริง ทางกูก็จะไม่ขอยึดติดหรือผูกใจเจ็บเพราะเห็นแก่มิตรภาพความสัมพันธ์ที่มีกันมา” นักธุรกิจหนุ่มพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่หมดความกังวลแล้วก็จริง แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “แต่ถ้าวันใดที่กูรู้ว่ามึงคิดไม่ซื่อกับกูเมื่อไหร่ คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่าผลมันจะเป็นอย่างไร”
จบประโยคสุดท้ายที่ฟังดูเหมือนคำเตือนไปนั้นนักธุรกิจหนุ่มจึงก้าวเท้าหมุนตัวเดินออกจากไปช้า ๆ โดยไม่สนใจกับคู่กรณีที่ยืนอยู่ แต่แล้วเขาก็หยุดเดินและหันกลับมา
“ยังไงก็ต้องขอขอบใจที่อุตสาห์มาตามนัดแม้มันจะช้าไปบ้างก็ตาม”
“ไม่เป็นไรหรอกเพื่อน นัดคราวหน้าให้อั๊วะเป็นคนเลือกสถานที่ก็แล้วกัง”
การพูดคุยสนทนาของทั้งสองฝ่ายได้ยุติลง ต่างฝ่ายต่างเดินไปขึ้นรถของตน ทางฝ่ายเสี่ยวรเทพนั้นเริ่มขับรถออกจากที่หมายไปก่อนอย่างช้า ๆ คงเหลือเพียงรถของทางเสี่ยนรสิงห์ที่ยังคงจอดแน่นิ่งอยู่
“อุ๊บ!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่ดังมาจากเสี่ยนรสิงห์ ในขณะที่เอามือไปจับบริเวณหน้าอก
“เป็นอะไรไปครับนาย” เถิดซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างถามขึ้นทันทีที่เห็นอาการที่ผิดปกติของผู้เป็นนายรีบหันมาดูอาการนั้นอย่างลุกลี้ลุกลน ส่วนลูกน้องสองคนที่นั่งอยู่ทางตอนหน้าของรถก็หันหลังกลับมามองคนที่นั่งอยู่ทางตอนหลังด้วยเช่นกัน
“อยู่ดี ๆ ก็เจ็บหน้าอกขึ้นมาเฉยเลย”
“ทุกทีนายไม่เคยเป็นแบบนี้นี่ครับ”
“นั่นสิ” เสี่ยนรสิงห์ขยับตัวพิงเบาะหลังด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับกัดฟันแน่น สักพักจึง
Rock N’Roll Dream Come Throug
ปลดกระดุมเสื้อของตนออกเพื่อต้องการดูอาการเจ็บที่เกิดขึ้น เมื่อเสื้อเซิ้ดถูกเปิดออกเผยให้เห็นรอยช้ำเป็นปื้นอย่างเด่นชัด
“นี่มันเป็นรอยมือเลยนี่ครับนาย” เถิดพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ตกใจ
“ฮึ ร้ายไม่ใช่เล่นคนของไอ้เทพคนนี้” เสี่ยนรสิงห์พูดขึ้นพร้อมกับอาการของคนที่เหนื่อยหอบ
“ตามไปเล่นงานมันเลยไหมครับนาย”
“ไม่ต้องยังไม่ถึงเวลา กูยังมีอะไรอย่างอื่นที่ต้องสะสางก่อนในตอนนี้ แล้วถึงเวลาเมื่อไหร่กูไม่ปล่อยมันไว้แน่ โดยเฉพาะไอ้คนที่มันทำกูเมื่อกี้นี้ กูจะทำให้มันสาหัสยิ่งกว่ากูเป็นร้อยเท่าเลย มึงคอยดู”
“หรือว่านายจะให้…” เถิดพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม
“ถูกต้องแล้วล่ะ” เสี่ยนรสิงห์พูดพร้อมกับพยักหน้าแต่ไม่ได้เอ่ยถึงชื่อคนที่อยู่ในความคิดออกมา
แล้วรถของเสี่ยนรสิงห์ก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากจุดที่จอดอยู่มันเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าผิดปกติขับออกไปจากถิ่นของตน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนในรถนั้นไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามีใครบางคนกำลังจับตาดูพวกเขาอยู่ในตึกซึ่งห่างออกไปไม่มากนัก
“คิดว่าอย่างไรบ้างครับผู้กองกับเรื่องที่เกิดขึ้น” คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถามไปยังคนที่กำลังส่องกล้องทางไกลมองไปยังที่เกิดเหตุ
“ผลมันยังสรุปแน่ชัดไม่ได้คงต้องตามดูกันต่อไปสักพักก็แล้วกัน” ชายผู้ส่องกล้องทางไกลพูดขึ้นพร้อมกับปล่อยมือจากตัวกล้องห้อยตกลงมาที่หน้าอก ในขณะที่กำลังหันหน้ามามองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “แต่เรื่องนี้ยังไงก็คงต้องเกี่ยวพันกันกับคนเจ็บที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาลแน่นอน ผมคิดว่าอย่างนั้น”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น