Rock N’Roll Dream Come Throug
…๑๓…
วันศุกร์วันแห่งสุดสัปดาห์เป็นวันสุขสมชื่อของมันที่ยากจะบรรยายได้ เพราะเหล่านักท่องราตรียามค่ำคืนมักจะออกไปมันส์สุดเหวี่ยงกับดนตรีที่ตนเองชื่นชอบ ใครถนัดแนวไหนก็เกาะกลุ่มกันไปนัดแนะเลือกที่หมายที่ต้องการ ซึ่งขึ้นอยู่กับรสนิยมในการเลือกเสพดนตรีที่ห้ามกันไม่ได้ว่าใครจะเลือกเสพประเภทไหนกัน แต่สิ่งที่ควรจะมองข้ามไปคือการระรานกันและกันหรือพูดแขวะใส่กันในเรื่องของดนตรีว่าแนวนั้นเป็นอย่างนั้น แนวนี้เป็นอย่างนี้ เพราะการมานั่งถกเถียงถึงเรื่องแนวคิดทางด้านดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อระบายความรู้สึกคนฟังนั้นมันคงไม่เป็นผลดี เพราะแต่ละแนวเพลง ล้วนแล้วแต่มีที่มาและที่ไปในตัวของมัน ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนที่ถ่ายทอดมันออกมาว่าเขาต้องการที่จะสื่อถึงอะไร เกี่ยวกับดนตรีที่เขากำลังเล่นให้คุณฟัง และต้องการให้คนสนุกไปกับมัน คุณคิดว่าอย่างนั้นไหม (ผมคิดว่าอย่างนั้น)
ถนนย่านทองหล่อมีร้านอาหารและผับต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย และมีอยู่ผับหนึ่งที่เป็นที่นิยมของคนดนตรีเมทัลเฮด ผับแห่งนี้มีชื่อว่า Music Universe เป็นผับที่นำเสนอแนวเพลงหลากหลายให้กลุ่มคนฟังดนตรี แต่ละแนวสายพันธุ์ได้เลือกเสพกัน ตั้งแต่วันจันทร์ยันวันอาทิตย์ ซึ่งขึ้นอยู่ที่ว่าแต่ละวงที่ทยอยกันมาเล่น ในแต่ละวันนั้นจะนำเสนอดนตรีอะไรให้ได้ฟังกัน กลุ่มนักดนตรีที่จะมาขึ้นเล่นบนเวทีแห่งนี้ได้ต้องฝีมือจริง การนำเสนอต้องเป็นที่น่าสนใจเพราะเจ้าของร้านค่อนข้างเข้มงวดมากในเรื่องของงานดนตรี และวันนี้เป็นที่รู้กันของเหล่าสาวกเมทัลเฮดทั้งหลายที่มักจะมารวมตัวกันในวันศุกร์ บางคนก็มาทั้งชุดทำงานหลังจากที่เลิกงานมา บางคนก็มาในชุดที่มันเข้ากับดนตรีเพื่อที่จะได้มันส์ไปกับวงที่กำลังนำเสนอแนวเพลงร็อค ในแบบแฮร์แบน’80s ซึ่งเคยเป็นที่นิยมและโด่งดังเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แม้กาลเวลาจะผ่านไปแต่ผลงานเพลงของแต่ละวงในยุคนั้น ยังคงเป็นอะไรที่คนบางกลุ่มที่เคยผ่านเคยฟังมันมายังคงเรียกร้องที่อยากจะขอฟังใหม่อีกครั้ง รวมทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากจะลองฟังเพื่อศึกษาว่าจริง ๆ แล้วแนวดนตรีแนวนี้มันเป็นยังไงด้วยภาพลักษณ์ที่ชายแต่งกายเป็นหญิง และมันยังถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของดนตรีอีกด้วย แม้อาจจะไม่ได้ดูการเล่นสดจากกลุ่มคนที่สร้างเพลงนั้นขึ้นมาโดยตรง แต่การเล่นคัฟเวอร์ของวงที่กำลังนำเสนออยู่ในตอนนี้ฝีไม้ลายมือนั้นไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าต้นฉบับ คงพอจะช่วยให้คลายความกระสันต์ลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย
ภายใต้แสงไฟหลากสีสันที่ส่องสลับไปมาอยู่เหนือเวทีจะเห็นนักร้องชายหนุ่มผมยาวหยักศกถึงกลางหลังแต่งหน้าทาปากสีอ่อนนิด ๆ สวมเสื้อยืดแขนกุดสีดำมีลวดลายกางเขนสีเงินตรง
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
กลางหน้าอก เผยให้เห็นรอยสักรูปแบทแมนในภาคของบีกินส์ที่หัวไหล่ด้านซ้าย สวมกางหนังสีดำมัน มีโซ่เหล็กคล้องจากหูกางเกงด้านหน้ามาถึงด้านหลังทางซ้าย รองเท้าหนังหุ้มข้อไนกี้สีดำ สวมใส่สร้อยข้อมือสามถึงสี่เส้นข้างซ้าย ส่วนข้อมือขวาสวมนาฬิกาสีที่ชื่นชอบยื่นจับขาไมค์ร้องเพลงที่มีผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่สีชมพูผูกติดอยู่กับขาไมค์ พร้อมกับโยกสะบัดผมไปมาตามจังหวะของท่วงทำนองอินโทรที่เร่งเร้า ก่อนที่จะเข้าเนื้อร้อง ถัดไปด้านซ้ายเป็นมือกีต้าร์ที่กำลังยืนสะบัดปิ๊กบนสายลวดหกสายอย่างเมามันส์กับกีต้าร์ยี่ห้อกิ๊บสัน เลสพอลสีส้มดำ ที่ส่งเสียงดังสะท้านสะเทือนก้องกังวานอย่างหนักแน่น ผมยาวถึงกลางหลังกัดสีผมเป็นสีรุ้งอย่างจัดจ้าน มองเผิน ๆ นึกว่าแสงไฟสปอตท์ไลท์ส่องสลับกันไปมากระทบเส้นผม (คิดดูแล้วกันว่าช่างกล้าขนาดไหน) แต่งหน้าทาปากไม่เข้มนัก สวมเสื้อกั๊กยีนส์สีดำแขนกุดไร้ลวดลายใด ๆ บนตัวเสื้อ สวมกางเกงหนังสีดำ ใส่รองเท้าหนังคอนเวอร์สสีดำสลับขาว สวมใส่สร้อยข้อมือทั้งสองข้าง
ส่วนคนขวามือของนักร้องคือมือเบสส์ ที่เล่นเบสส์สี่สายสะพายต่ำเหมือนมือกีต้าร์คุมจังหวะ ในภาคริทึ่มที่ช่วยสอดประสานความเข้มข้นของดนตรีใช้เบสส์ยี่ห้อเฟนเดอร์สีเขียว สีสแตนด์ดาร์ดที่นักดนตรีหลายคนชอบใช้กัน ผมยาวประบ่าสวมหมวกทรงคาวบอยสีน้ำตาลแต่งหน้าทาปากอย่างเข้มข้น สวมเสื้อยืดแขนกุดสีดำที่มีประโยคภาษาอังกฤษคำว่าควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง๘ สวมกางเกงยีนส์สีดำใส่สร้อยหัวกระโกลกที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวเหมือนนักร้อง ใส่ร้องเท้าหนังหุ้มข้อหัวโตสีดำ คล้ายรองเท้าทหาร
สมาชิกคนสุดท้ายของวงรับหน้าที่อยู่เบื้องหลังกลองชุดยี่ห้อทาม่าสีแดง ที่ทางร้านเตรียมไว้ให้นักดนตรีแบบสองกระเดื่อง กำลังนั่งย้ำไม้กลองคู่ฟาดลงไปยังกลองสแนร์และฉาบคู่ ด้วยพลังที่เต็มสูบ พร้อมกับโยกตัวไปมาตามจังหวะดนตรี ส่วนขาทั้งสองข้างกำลังซอยกระเดื่องคู่อย่างกับวิ่งมาราธอนชนิดที่ไม่ยอมน้อยหน้า เพื่อนร่วมวงที่ทุ่มพลังตามตำแหน่งของแต่ละคน ที่อยู่ด้านหน้าของเขา มือกลองผมทรงบ๊อบทำการไดร์ยกปลายผมทั้งสองข้างตั้งยกเชิดขึ้นทั้งซ้ายขวา หน้าผากคาดผ้าผืนยาวสีดำตรงกลางมีรูปดาวหกแฉกสีขาว แต่งหน้าคล้ายนักร้อง สวมปลอกข้อมือหนังสีดำซ้ายขวา สวมเสื้อยืดแขนกุดสีดำลายเปลวเพลิง สวมกางเกงยีนส์สีดำที่มีรูปดอกกุหลาบและเถาหนามพันทับกันไปมาตั้งแต่เอวลงมาถึงข้อเท้า อยู่ด้านข้างของกางเกงยีนส์ สวมร้องเท้าหนังพูม่าสีดำแถบขาว
“I’ll Be Your Daddy , Your Brother, Your Lover, Your Little Boy ฮึเย้” เสียงร้องตะโกนที่สูงเจือแหบนิด ๆ เป็นเสน่ห์ในแนวเพลงพวกนี้ได้ บ่งบอกถึงอารมณ์เพลงร็อคที่กำลังนำเสนออยู่นั้นทำให้กลุ่มคนดูต่างตะโกนกู่ร้องตามนักร้องนำไปด้วยเหมือนกับโดนมนต์สะกด ซึ่งเป็นการร้องส่งให้มือกีต้าร์และมือเบสส์เข้าสู่ช่วงโซโล่ของเพลง ซึ่งทั้งคู่ก็สอดประสานโซโล่รับพร้อมกันอย่าง
๘.PARENTAL ADVISORY EXPLICIT CONTENT
Rock N’Roll Dream Come Throug
เมามันส์ตามที่ได้นัดแนะกันมา อย่างชนิดที่ไม่กลัวในเรื่องของความผิดพลาด จนคนดูบางคนถึงกับจับตามองการโซโล่ เพลงนี้ว่ามือกีต้าร์และมือเบสส์จะทำได้ดีขนาดไหน เพราะเพลงนี้ต้นฉบับเขาเล่นแบบใช้เทคนิคอะไรบางอย่างเข้ามาช่วยอย่างเช่น สว่านไฟฟ้า
“เพลงนี้ถ้าคนที่เคยดูวง Mr.Big เล่นคอนเสิร์ตทั้งจากแสดงสดหรือจากดีวีดี หรือยูทูบจะเห็นว่ามือกีต้าร์ Paul Gillbert และมือเบสส์ Billy Sheehan จะใช้สว่านไฟฟ้ามาช่วยในการปั่นปิ๊กกีต้าร์ ช่วงที่ทั้งคู่กำลังโซโล่พร้อมกันอยู่ แต่วงนี้มันกับใช้มือล้วน ๆ ช่างลำพองจริง ๆ ขอยอมรับตามที่ฟังใคร ๆ เขาพูดกันมา” ชายหนุ่มผมยาวประบ่าสวมหมวกแก๊ปสีดำล้วน ด้านหลังของหมวกเป็นตาข่าย สวมเสื้อยืดสีดำพิมพ์สกรีนอักษรโลโก้ว่า AC/DC นุ่งกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มมีรอยขาด สวมร้องเท้าผ้าใบสีดำยี่ห้อแวน กำลังพูดกับชายผู้เป็นเจ้าของร้านร่างท้วมที่อายุอานามปาเข้าไปสี่สิบเต็ม ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้กันตรงบริเวณเคาท์เตอร์
“ผมยอมรับว่าวงนี้ฝีมือไม่เบา ทุกตำแหน่งของสมาชิกในวงนั้น ไม่มีใครเป็นรองใครเลย” ชายเจ้าของร้านเอ่ยชมอย่างพึงพอใจ เพราะคนทั้งสี่กำลังเล่นเพลงที่อยู่ในยุคของเขานั่นเอง
“ดูพี่ปลั๊กจะรู้สึกชื่นชอบวง ฟีนิกซ์๙ นี้เป็นพิเศษเลยนะครับ”
“ก็ไม่เชิงหรอก” เฮียปลั๊กตอบปัดคำถามของลูกค้า ที่รู้จักคุ้นเคยกันมานานและเพื่อไม่ให้ใครมาได้ยินว่าตนเลือกที่รักมักที่ชั่ง “ตัวผมเองนั้นก็ประทับใจกับทุก ๆ วงที่มาเล่นที่ร้านผมเสมอ คุณก็รู้นี่พี”
“จริงสิผมลืมไปต้องขออภัยด้วยครับ แต่สำหรับวงนี้ผมยอมรับว่าเล่นดนตรีได้เข้าถึงอารมณ์จริง ๆ”
“พูดอย่างนี้ ถ้าวงอื่นเขามาได้ยินเข้า เขาจะน้อยใจได้นะเอ่อ” เฮียปลั๊กพูดกระเซ้าคู่สนทนาเหมือนเป็นการแดกดันคืน
“ผมพูดจากความรู้สึกของผมที่สัมผัสได้จากการนำเสนอของวง นักร้องที่ชื่อเก่งที่พี่บอกผมนั้นพลังเสียงฟังดูมีเสน่ห์ ไม่เหมือนใครซึ่งเข้ากับเพลงในยุคนั้นได้ดีจริง ๆ” ชายสวมหมวกแก๊ปอายุน้อยกว่าเจ้าของร้านเพียงห้าปี กล่าวชื่นชมให้กับคู่สนทนาฟังโดยที่ไม่ได้ละสายตาจากการแสดงของสี่หนุ่มพลังนกเพลิงบนเวที
ทางด้านเจ้าของร้านได้ยินดังนั้นเขาไม่พูดอะไร มีเพียงแววตาที่หันหน้ามามองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนที่จะหันกลับไปมองกลุ่มคนที่กำลังแสดงอยู่บนเวที ด้วยความเป็นเจ้าของร้านนั้นก็ต้องทำตัวเป็นกลางที่ต้องให้ความสำคัญกับทุกวงที่มาเล่นที่ร้านของตน ในความรู้สึกลึก ๆ แล้วเขากลับพึ่งพอใจในวงที่กำลังเล่นอยู่ตรงหน้าเป็นที่สุด ตั้งแต่ตอนที่ทางวงมาขอออดิชั่นเล่นที่ร้านนั้นก็ได้
๙.Phoenix นกเพลิงที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย เชื่อกันว่าเป็นนกที่ไม่มีวันตาย เมื่อแก่ตัวลงจะเผาไหม้ตัวเองกลับไปเป็นไข่อีกครั้ง
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
สร้างความประทับใจตั้งแต่แรก ส่วนตัวเจ้าของร้านเองชอบเพลงแนวนี้เป็นทุนเดิม แม้ในการเล่นให้ดูครั้งนั้นจะผิดพลาดบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่กับการที่จะเปิดโอกาสให้กับพวกเขาได้นำเสนอความสามารถที่ซุกซ่อนอยู่ การเล่นคัฟเวอร์นั้นจะให้เหมือนต้นฉบับเป๊ะทุกกระเบียดนิ้วมันก็คงไม่ได้ แต่เล่นให้เหมือนและคล้ายที่สุดและทำให้คนดูรู้สึกอินไปตามเพลงที่ฟัง นี่ต่างหากคือการตัดสิน และการยอมรับก็จะตามมาเอง
“จบกันไปอีกหนึ่งบทเพลงที่มีคนเคยขอกันมา และทางวงได้ค้างไว้ วันนี้จัดให้เป็นเพลงแรกเลยครับ หวังว่าคงถูกใจไม่มากก็น้อย แต่ความมันส์ยังไม่จบกันแค่นี้” นักร้องหยุดพูดนิดนึงด้วยความเหนื่อยหอบ แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยพลังในการนำเสนออย่างไม่หยุดยั้ง “ไม่ว่ายังไงคืนนี้จะไม่มีทางน้อยหน้ากว่าคืนไหน ๆ แน่นอนครับ”
สิ้นเสียงนักร้องนำเสียงโห่ร้อง ตอบกลับมาพร้อมกับยกมือขวาทำสัญลักษณ์ที่ชาวร็อคชอบใช้กัน (แต่ไม่ได้มีใครชูนิ้วประหลาด ๆ เพียงนิ้วเดียวให้ เพราะนั่นถือว่าไม่มีมารยาท) บางคนก็ปรบมืออย่างหนักแน่นเสียงดัง พร้อมพริ้วปากส่งเสียงอื้ออึงกันไปหมด
นักดนตรีทั้งสี่ต่างมองหน้ากันเหมือนกับเป็นการตกลงว่าจะเล่นเพลงอะไรต่อไปตามรายการเพลงที่เตรียมมา จากนั้นมือกลองจึงให้จังหวะเพื่อเข้าสู่การเริ่มเล่นเพลงต่อไป เมื่อเสียงดนตรีของท่อนอินโทรเริ่มดังขึ้น เสียงอื้ออึงที่ดังอยู่กลับดังขึ้นมากกว่าเดิม เพราะเพลงที่ทางวงกำลังเริ่มเล่นนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักฟังเพลง
มันเป็นเพลงที่หลายคนต่างรู้จักชนิด ที่แทบไม่เคยมีใครไม่เคยฟังจากวงที่ดังมากที่สุดวงหนึ่ง เพลงแรกจากอัลบั้มแรก ของวงที่มีสัญลักษณ์ของดอกกุหลาบพันอยู่ปลายกระบอกปืน โดยเฉพาะในช่วงท่อนร้อง ที่นักร้องร้องได้เหมือนจริง ๆ คล้ายกับว่าคนที่ร้องเป็นต้นฉบับ กำลังมายืนร้องอยู่ตรงหน้าพวกเขา ด้วยตัวเองเลยก็ว่าได้
ความสนุกความมันส์ยังคงสาดกันต่อไปไม่ยั้ง จากเพลงหนึ่งจบไป ต่อด้วยบทเพลงเฮฟวี่ในยุค 80’s ทันที แต่ก็มีบางเพลงที่ทางวงนำเอาเพลงฮาร์ดร็อคในยุค 70’s มานำเสนอให้ฟัน ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงที่ดัง ๆ และ เป็นที่เป็นที่รู้จักกันดีของกลุ่มนักฟังเพลงแนวนี้ เพลงที่นำเสนอเพลงไหนที่เป็นที่คุ้นเคยของคนฟังก็จะมีเสียงคลอร้องตามไปด้วยอย่างกระหึ่ม เมื่อถึงช่วงของท่อนฮุกของเพลงนั้นๆ เพลงไหนที่ร้องตามกันไม่ได้ ก็ทำได้เพียงแค่โยกตัวโยกหัวไปมาพร้อมกับปรบมือไปตามจังหวะเพลง
คนบนเวทีก็ทำหน้าที่ของตนไป คนดูที่นั่งอยู่ตามโต๊ะและที่ยืนดูอยู่ก็ยังคงสนุกสนานกันไป มันเป็นการแสวงหาความสุขจากคนที่มีหัวอกเดียวกัน การฟังเพลงคือจุดหมายเดียวที่ช่วยให้
Rock N’Roll Dream Come Throug
คนเราหลุดพ้นจากปัญหาไปได้ไม่มากก็น้อย แม้ปัญหานั้นมันอาจจะไม่หมดไปในทันที แต่ในช่วงของจังหวะทำนองของแต่ละตัวโน๊ต ที่ได้ยินได้ฟังคงพอที่จะทำให้ปัญหานั้นค่อย ๆ จางลงไปจากความคิด และเมื่อผ่านไปไม่นาน เมื่อตัวโน๊ตแต่ละตัวของเพลงที่ได้ยินได้ฟัง เข้ามาเติมเต็มความรู้สึกเมื่อไหร่ บางทีลองนึกดูอยากจะกลับไปนึกถึงปัญหานั้นอีกครั้งหรือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมันก็ดูเลือนลางลงไปแล้ว (ไม่เชื่อคุณลองหยิบผลงานเพลงที่คุณชื่นชอบขึ้นมาลองฟังและสนุกไปกับเพลงที่คุณฟังดูสิ แล้วคุณจะสัมผัสได้กับความรู้สึกอะไรบางอย่าง ที่ช่วยปลดเปลื้องคุณจากพันธนาการที่ฉุดรั้งความรู้สึกของคุณอยู่)
“ต่อไปนี้ขอนอกเรื่องสักหนึ่งเพลงครับ อาจจะไม่ใช่ในรูปแบบของเพลงสากลที่ฟังผ่านมา อันนี้ทางวงขอเต็มใจนำเสนอ” ช่วงพักวงแป๊บนึงที่นักดนตรีกำลังดื่มน้ำกันอยู่ นักร้องจึงพูดแนะนำเพลงที่ทางวงเขาจะนำเสนอให้คนดูฟัง คนดูบางคนก็รู้สึกตื่นเต้นกับเพลงที่จะได้ฟัง แต่บางคนนั้นกับรู้สึกเฉย ๆ โดยเฉพาะคนที่มาดูพวกเขาบ่อย ๆ จะรู้ว่าทางวงกำลังจะนำเสนอเพลงอะไรให้ฟัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรับไม่ได้เพราะนี่แหล่ะ ที่ทำให้คนที่เคยฟังกันไปแล้วกับมาฟังกันอีกครั้ง
“มาแล้ว ๆ นี่แหล่ะพีที่ผมอยากให้คุณมาลองฟังดู เผื่อคุณจะลองเก็บไว้พิจารณาวงหน้าใหม่”
ชายหนุ่มสวมหมวกแก๊ปเอียงคอหันหน้าไปมองเจ้าของร้านด้วยความสงสัยในคำพูดเมื่อกี้นี้ที่ได้ยิน แล้วท่วงทำนองก็เริ่มดังขึ้นดึงให้เขาหันกับไปมองนกเพลิงสี่ตัวบนเวทีอีกครั้ง เป็นเพลงไทยที่มาในสไตล์ฮาร์ดร็อคที่หนักแน่นด้วยเพาเวอร์คอร์ด ในช่วงอินโทรก่อนที่ลูกโซโล่จะตามมาเป็นเพลงที่ทางวงแต่งกันขึ้นเอง เพื่อต้องการปูทางให้คนฟังได้รับรู้เป็นนัย ๆ ว่าพวกเขากำลังทำเพลงกันอยู่ โดยหารู้ไม่ว่ามีคนแปลกปลอมเข้ามาในร้านคนหนึ่ง ที่เจ้าของร้านชวนมาดูพวกเขาในวันนี้
“--เพลงอะไรว่ะไม่เคยได้ยินมาก่อน--”
“--เพลงนี้พวกเขาแต่งกันเองเลยรู้เปล่า--”
“--รู้ได้ไง--”
“--เคยมาฟังบ่อยไป วงนี้เขาจะนำเสนอเพลงที่แต่งกันเองให้ฟังเป็นประจำ--”
“--จังหวะใช้ได้ ฟังได้อารมณ์ดีอัดเก็บไว้ไหม๊--”
“--เดี๋ยวก็โดนเรื่องลิขสิทธิ์หรอกมึง--”
“--อืม เจ๋งดี--”
“--งั้น ๆ แหล่ะไม่เห็นต่างจากเพลงไทยที่ฟังอยู่เท่าไหร่หรอก--”
“--กูเบื่อเพลงไทย ขอออกไปข้างนอกก่อนแล้วกัน--”
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
“--เมื่อกี้ยังร็อคสากลกันอยู่เลย เปลี่ยนมาเล่นเพลงไทยซะงั้น ชายไม่ยอมจริง ๆ ด้วย--”
“--ร้องใช้ได้เน๊อะ น้ำเสียงไม่มีตกเลย นักร้องก็หล่ออยากเป็นแฟนด้วยจัง--”
“--ฉันชอบมือกีต้าร์มากกว่าไม่เหมือนใครดี ขาวตี๋ ขาวตี๋--”
“--แม่จ๋า กลับบ้าน--”
ต่างมุมมองต่างความคิดนานาจิตตัง ของกลุ่มคนฟังที่วิพากวิจารณ์กันไปเกี่ยวกับเพลงที่ได้ยินได้ฟัง บางคนชอบ บางคนไม่ชอบอันนี้คงห้ามความคิดกันไม่ได้ ถ้าคนเราชอบอะไรเหมือนกันหมดก็คงจะดี การแตกแยกคงไม่มีให้เห็นและการปะทะกันก็คงจะไม่เกิดขึ้นจนนำมาซึ่งความเสียหายซึ่งชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งความรู้สึก
หากไม่ให้โอกาสกันบ้างจะรู้ได้ยังไง ว่าสิ่งที่กำลังถูกนำเสนอออกมานั้นมันดีหรือไม่ดีตรงไหน
“**ด้านนอกด้านใน ด้านไหนเป็นอย่างไรวัดกันได้ยาก”
“ไม่รู้จะมาหน้าไหน เลิกเก๊กเมื่อไหร่มันคงจะถอดออกมา”
“หน้ากากจอมปลอม คงจะได้เห็นว่ามันเป็น…คนอย่างไร”
เมื่อเพลงใกล้จะจบเฮียปลั๊กจึงถามคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา “เป็นยังไงบ้างล่ะพีเพลงนี้ คุณมีความคิดเห็นว่าอย่างไรกับสิ่งที่พวกเขานำเสนอ”
“จากที่ฟังทางด้านเนื้อหาของเพลงดี ฟังปุ๊ปติดหูปั๊บสามารถร้องตามได้ในทันที เมื่อเนื้อเพลงวนกับมาซ้ำในช่วงท่อนฮุกอีกครั้ง ยอมรับในเรื่องของการแต่งเพลง เนื้อเพลงกระแทกกระทั้นดี แต่เนื้อหาของภาคดนตรียังคงต้องปรับปรุงกันใหม่ เหมือนมันขาด ๆ อะไรไปบางอย่าง” พีหยุดพูดพร้อมกับทำท่าครุ่นคิด “ถ้าเรียบเรียงให้ดีกว่านี้อีกนิด เพลงนี้จะเป็นอะไรที่เจ๋งมาก” เฮียปลั๊กได้ยินดังนั้นก็พลอยมีความรู้สึกปลาบปลื้มไปกับเจ้านกเพลิงทั้งสี่ ที่ยังคงฮึกเหิมไปด้วย
เพลงที่ถูกนำเสนอจบลงแล้วมีเสียงปรบมือจากคนดูพอสมควร แม้จะไม่เกรียวกราวมากนักเหมือนอย่างเพลงที่พวกเขาเล่นคัฟเวอร์ก่อนหน้านี้ เล่นเอานักร้องถึงกับหน้าซึมไป และการที่เห็นคนดูบางคนเดินออกจากร้านไป ทำให้ความตั้งใจเป็นอย่างมากว่าเพลงที่ตัวเขาและเพื่อน ๆ ช่วยกันทำออกมานั้นคงจะได้รับความนิยมไม่มากก็น้อย แต่ผลที่ได้รับมันตรงกันข้ามกันกับความคิดจนมือกีต้าร์ต้องเดินมาจับที่ไหล่และบีบเบา ๆ เพื่อต้องการเรียกความรู้สึกของเพื่อนกลับคืนมา นักร้องจึงหันหน้าไปมองตามแรงมือที่สัมผัสบนไหล่เขา
Rock N’Roll Dream Come Throug
“ไม่เป็นไร อย่าคิดมาก” เป็นคำพูดของมือกีต้าร์ที่เตือนเขาเบา ๆ ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างเข้าอกเข้าใจ
นักร้องได้ยินดังนั้นเขาจึงผงกศีรษะให้เพื่อนของเขาด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นพูดอะไรต่อไป “ที่จบไปนั้นเป็นเพลงที่มีชื่อว่าหน้ากากครับ เป็นเพลงที่พวกเราทั้งสี่คนช่วยกันแต่งขึ้นมาชอบไม่ชอบยังไง ติติงกันเข้ามาได้ครับ แต่น่าเสียดายที่เวลาแห่งการนำเสนอของทางวงได้มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องจากกันไป ฝากเพลงนี้ถือเป็นการร่ำลากันไปในคืนนี้ก็แล้วกันครับ”
เริ่มมีเสียงปรบมือและเสียงโต้ตอบกับมาจากคนดูที่เหมือนพร้อมจะลุยกันต่อไปกับเจ้าพวกนกเพลิงทั้งสี่ จากนั้นนักร้องจึงขานชื่อเพลงที่ดังมากที่สุดอีกเพลงหนึ่งขึ้นมา ด้วยอารมณ์ที่ฮึกเฮิมพร้อมกับมือกลองที่เริ่มกระหน่ำกลองคลอตามไปด้วย เล่นเอาคนดูหลายคนตกใจเหมือนกันว่าพี่เก่งแกของขึ้นหรือเปล่า
“CumOn…CumOn…Cum On Feel The Noise๑๐” เมื่อสิ้นเสียงนักร้องที่ตะโกนลากเสียงของตนขึ้นจนสูงแล้วปล่อยหายไป จากนั้นมือกลองจึงเริ่มรัวไม้กลองอย่างไม่ยั้งมือลงไปที่กลอง
สแนร์ที่อยู่ตรงหน้า เหมือนกับช่างตีเหล็กที่ใช้ค้อนปอนทุบลงไปยังเหล็กกล้าที่ถูกดึงออกมาจากเตาหลอมอันร้อนแรงอย่างไม่ยั้งมือ
จากนั้นในส่วนของภาคกีต้าร์และเบสส์จึงสอดประสานรับขึ้นมาสมทบพร้อมกัน เมื่อทุกตำแหน่างของดนตรีรวมเข้ากันได้ที่แล้ว ความหนักแน่นและความสะใจจึงถาโถมขึ้นมา มือเบสส์ถึงกับถอดหมวกคาวบอยของเขาร่อนไปด้านข้างของเวทีอย่างสะใจพร้อมกับโยกผมสะบัดไปมาอย่างได้อารมณ์เหมือนไม่กลัวว่าหัวจะหลุดออกจากบ่า พอถึงท่อนร้อง นักร้องก็ถ่ายทอดอารมณ์เสียงชนิดที่กระแทกกระทั้นอย่างเต็มที่ ดึงคนดูให้มีอารมณ์ร่วมตามไปด้วยชนิดที่ต่างคนต่างลุกขึ้นจากโต๊ะที่นั่งกันอยู่ เพื่อแสดงความรู้สึกที่กำลังรอการปลดปล่อยกันอีกระลอกหนึ่ง แต่ครั้งนี้เล่นเอาเหงื่อซึมกว่ารอบแรก เพราะสภาพอากาศภายในร้านนั้นเริ่มร้อนอบอ้าวอย่างได้ที่เหมือนกับทางร้านกำลังจะเวฟทุกคนให้สุกพร้อมกินกันยังไงยังงั้น
“ทำไมพี่ปลั๊ก ต้องให้เด็กในร้านปิดแอร์ด้วยล่ะพี่” พีถามคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยความแปลกใจ
“มันเป็นการสร้างบรรยากาศ ให้เข้ากับเพลงน่ะไม่มีอะไร” เฮียปลั๊กพูดอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับผงกศีรษะไปตามเพลง
๑๐.ผลงานเพลงของวง Quiet Roit จากอัลบั้ม Metal Health ที่ออกในปี 1983
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
“--มันต้องอย่างนี้สิพี่ท่าน--”
“--สะใจจังโว้ย--”
“--เด็ดไปเลยพี่น้อง--”
“--ร้อนชะมัดเลย แอร์เสียหรือไงว่ะ--”
“--อย่างนี้แหล่ะดีแล้วมันได้อารมณ์ดี--”
“--ร้อน! แต่ก็มันโคตรๆ--”
“--ยาวไป ยาวไป อย่างนี้แหล่ะที่ชายชอบ โอ้ว โอ้ว--”
ช่วงที่เพลงโซ่โลในช่วงแรกของเพลง นักร้องจึงเดินเข้าไปเล่นกับมือกีต้าร์ด้วยการทำมือโซ่โลไล่ตามมือกีต้าร์ที่กำลังโชว์โซโล่ไปบนคอกีต้าร์อย่างไหลลื่น จากนั้นมือเบสส์จึงเดินเข้ามาสมทบ มือกีต้าร์เห็นดังนั้นจึงหันหน้ากีต้าร์เข้าหามือเบสส์ เหมือนเป็นการดวลกัน พร้อมกับโยกหัวและตัวไปมาอย่างมันส์ในอารมณ์ โดยที่มือของแต่ละคนนั้นยังไม่ล่ะไปจากกีต้าร์และเบสส์ของตน สักพักทั้งคู่จึงหันหลังเข้าพิงกัน นักร้องเดินไปทางมุมขวาของเวทียกมือทั้งสองข้างทำท่าชี้นิ้วเข้าหามือกีต้าร์และมือเบสส์โดยที่ในมือยังคงกำไมค์ไว้แน่นเรียกเสียงเฮจากคนดูได้อย่างอื้ออึง
จากนั้นนักร้องจึงเดินไปยืนที่หน้ากลอง พร้อมกับยกเท้าขวาขึ้นเหยียบกลองโยกหัวไปมา มือกลองเห็นดังนั้นก็ยิ้มรับพร้อมกับโยกหัวตามไป โดยที่ตนยังคงคุมจังหวะของแพทเทรินกลองไปเรื่อย ๆ เพราะความร้อนที่อบอ้าว ภายในร้านนักร้องถึงกับทอดเสื้อที่ใส่อยู่ออกวางไว้ที่หน้ากลองเผยให้เห็นความขาวช่วงท่อนบนของลำตัว ส่วนทางกลุ่มคนดูก็มีเสียงฮือฮาเกิดขึ้น พอเห็นนักร้องทอดเสื้อก็ทอดตามบ้างพร้อมโยนเสื้อขึ้น เกือบโดนเพดานร้านตอนนี้แหล่ะเสื้อคงจะปนกันจนไม่รู้ของใครเป็นของใครกัน
พอถึงช่วงที่มือกีต้าร์โซโล่จบ กลองจึงรับบทบาทในการโชว์วิถีการตีแบบเบินกระเดื่องและสแนร์ นักร้องก็ยังคงร้องในท่อนของเพลงที่ร้องนำเมื่อตอนต้นมีหยุดช่วงบ้าง ให้คนดูร้องตามคลอ ช่วงที่ดูเหมือนชุลมุนกันอยู่นี้มือกีต้าร์ถึงกับยกกีต้าร์ที่สะพายอยู่ออกจากตัววางพิงกับตู้แอมป์มาแชล เพื่อทอดเสื้อของตนออกด้วยเช่นกัน จากนั้นจึงยกกีต้าร์ขึ้นสะพายและเริ่มเล่นต่อ มือเบสส์เห็นเพื่อนร่วมวงทำดังนั้นก็ทำตามด้วยชนิดที่ไม่มีใครน้อยหน้าใคร เหลือเพียงแต่มือกลองที่ไม่สามารถทำอย่างเพื่อน ๆ ได้เพราะถ้าหยุดตีเพลงคงร่มแน่ ๆ ตอนนี้หน้าเวทีจากนักดนตรีเพลงร็อคเลยกลายเป็นการประกวดชายงามไปซะงั้น
เมื่อเพลงที่นำเสนอไปจบลงโดยพร้อมเพียงกันของแต่ละชิ้น หลังจากที่พักดื่มน้ำกันสักนิดมือกีต้าร์ก็ดีดลงไปบนสายกีต้าร์ เพื่อนำพาคนฟังเข้าสู่เพลง Paranoid๑๑ ผลงานเพลงฮาร์ดร็อคในยุค70’s ของวงที่ชื่อ Black Sabbath เป็นเพลงที่หลายต่อหลายวงต่างต้องเล่น ต้องซ้อมเก็บไว้เพื่อเตรียม
Rock N’Roll Dream Come Throug
รับมือเวลาที่คนดูขอมา จึงคล้ายเป็นเหมือนกับเพลงชาติเพลงหนึ่งของชาวร็อคไปซะแล้ว และกลายเป็นเพลงฮิตขี้แตก ที่นักดนตรีทุกชนชาติต่างต้องไม่พลาดที่จะเล่นคัฟเวอร์เพลงนี้ออกมา บางวงก็เล่นกันแบบเคารพต้นฉบับเป๊ะ แต่วงที่กำลังเล่นกันอยู่ในตอนนี้กับนำเสนอตรงกันข้ามกับต้นฉบับ พวกเขาควบตะบึงภาคดนตรีในแบบพาวเวอร์ เมทัล๑๒ ชนิดที่เล่นกันแบบไม่ไว้หน้าต้นฉบับ เพื่อต้องการจะบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้าให้เป็นจุน
ความหนักหน่วงของดนตรีในตอนนี้นำพาผู้คนดำดิ่งลึกสู่ห้วงแห่งการปลดปล่อยอย่างเต็มที่ บางคนที่ไว้ผมยาวเล่นยืนสะบัดผมอย่างไม่ยั้ง ส่วนคนผมสั้นก็ยังโยกหัวตามไปอย่างเต็มที่เท่าที่พอจะมีผมเหลืออยู่ อาจมีบ้างที่ความเมามันส์นำพาให้คนดูต้องกระทบกระทั่งกันไปบ้าง แต่คนเหล่านั้นก็ยังคงขอโทษและให้อภัยกันด้วยรอยยิ้ม เพราะดนตรีมันแรงอยู่แล้วไม่จำเป็นที่คนฟังต้องแรงตามดนตรี เพราะพวกเขาไม่ได้มาเพื่อประกาศศักดาหรือโชว์พลังในกาย เพื่อข่มเหงใครจุดหมายของพวกเขาคือมาเพื่อดนตรีที่อยากฟังและจุดสนใจก็อยู่กับคนบนเวที ทั้งที่กินข้าวจากพื้นแผ่นดินเดียวกันแท้ แต่ต้องมาทะเลาะกันเพราะอารมณ์ชั่ววูบมันถูกต้องแล้วหรือ (ไม่เข้าใจเวลาที่คอนเสิร์ตเล่นทีไรคนเรามักต้องมาทะเลาะกันอยู่เรื่อย ทั้งที่ดนตรีมีไว้เพื่อระบายความรู้สึกที่อัดอั้นจากความกดดันที่เจอะเจอกันมา น่าจะปลดปล่อยความรู้สึกนั้นไปกับเพลงที่กำลังร้องตามกันอยู่ แต่ไหง ดันปล่อยกันทางอารมณ์และพลังที่จ้องจะทำลายล้างซึ่งกันและกัน)
ภาคดนตรีมีรุกมีรับกันอย่างต่อเนื่องมีผ่อนหนักผ่อนเบาในการเล่น เพื่อดึงคนดูให้มีอารมณ์ร่วม ส่วนนักร้องจะเล่นกับคนดูอยู่ตลอดจนเรียกเสียงเฮได้ไม่หยุดยั้ง เกือบสองชั่วโมงได้สิ้นสุดลงเสียงที่ได้ยินหลังจากที่ดนตรีได้จบไปคงหนีไม่ พ้นเสียงพูดเสียงบ่นกันไปทั่วจากคนดูว่าเสียดายและอยากที่จะมันส์กันต่อ แต่เพราะยังมีอีกวงที่กำลังจะขึ้นเล่นต่อจากวงเจ้านกเพลิงทั้งสี่อีก เพราะคืนนึงนั้นจะมีวงดนตรีเล่นถึงสองวงด้วยกัน ก่อนลงจากเวทีเจ้านกเพลิงที่ทำหน้าที่กระบอกเสียงหันไปโบกไม้โบกมือให้กับคนดูอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับโค้งศีรษะให้ในขณะที่เสื้อของเขายังคงพลาดอยู่บนไหล่ขวา มือถือกระติกเก็บน้ำร้อนที่ใช้ดื่มเพื่อบำรุงเสียง ส่วนเพื่อน ๆ ภายในวงก็โบกมือตามไปด้วย ในมือก็ถืออุปกรณ์ของตน ส่วนเสื้อผ้านั้นก็พาดอยู่บนไหล่เหมือนกับนักร้อง
ไอความเย็นภายในร้านกลับคืนมาอีกครั้งหลังจากที่ดนตรีจบลงคนดูเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นหลังจากที่ร้อนอบอ้าวกันมาพอสมควร ช่วงที่เจ้านกเพลิงทั้งสี่กำลังก้าวลงบันไดหลังเวที ก็มีเสียงแซวจากอีกวงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ที่อายุอ่อนกว่าพวกเขาปีสองปีพูดขึ้น “พวกพี่เล่นกันซะขนาดนี้ แล้ว
๑๑.เป็นอาการของโรคหวาดระแวง
๑๒.Power Metal เป็นแนวดนตรีที่เกิดขึ้นในยุค 80’s มีจุดกำเนิดมาจากประเทศเยอรมันนี ดนตรีเน้นกระชับหนักแน่นทั้งในภาคริธึ่มและโซ่โล น้ำเสียงในการร้องจะร้องแบบกระชากๆ แหบห้าวอย่างสะใจ
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
พวกผมจะเล่นอะไรกันล่ะคราวนี้”
“ก็คิดเอาเองแล้วกัน น้องตุ๊ดตู่ ฮ่ะ ฮ่ะ” มือเบสส์พูดโต้กับพร้อมกับหัวเราะอย่างสะใจ ซึ่งมันเป็นลักษณะนิสัยของเขาอยู่แล้วในเรื่องกวนเบื้องล่างที่ใช้เดินแทนมือ ส่วนคนอื่น ๆ ก็แค่เดินยิ้มตาม ๆ กันลงไปโดยไม่ได้พูดอะไร
“กวนตลอดเลยพี่บอล” เสียงบ่นอุ๊บอิ๊บของคนที่ถาม เมื่อตะกี้นี้แล้วจึงตะโกนไล่หลังตามไป “ผมชื่อตู่ครับพี่”
“เป็นยังไงบ้างล่ะพีกับวงฟีนิกส์” เฮียปลั๊กพูดขึ้น
“น่าสนใจดีครับ ไม่ผิดกับที่ผมได้ยินคนอื่นเขาร่ำลือกันเกี่ยวกับวงนี้วันนี้ได้มาเห็นกับตารู้สึกทึ่งไปเลย”
“แล้วจะลองเก็บไว้พิจารณาดูสักวงไหมล่ะ”
“อืม…” พีทำสีหน้าครุ่นคิด “ขอเก็บไปคิดดูก่อนแล้วกันครับ พี่ปลั๊ก”
“ก็ดีเหมือนกัน”
“ไม่ใช่ว่าไม่น่าสนใจหรอกนะครับพี่ ผมยอมรับว่าตอนนี้กระแสดนตรีแฮร์แบนด์เริ่มกลับมาแล้วก็จริง แต่มันเป็นการกลับมาแบบรียูเนียนของวงเก่า ๆ ที่เคยออกผลงานด้วยกันมา เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว และแฟนเพลงบ้านเขาเรียกร้องกันด้วย ส่วนวงหน้าใหม่นั้นทำได้ดีก็จริง แต่ผมก็ยังไม่เห็นมีวงไหนที่โดดเด่นที่พอจะทำให้กระแสแฮร์แบนกลับมาเปรี้ยงปร้างเหมือนในอดีตได้อีกครั้ง เท่าที่ตามข่าวดูส่วนใหญ่ วงที่ทำผลงานกันออกมาก็เหมือนทำตามที่วงรุ่นพี่ได้วางแบบอย่างเอาไว้ ”
“ก็คงต้องคอยตามดูกันไปเรื่อยล่ะมั้ง” เฮียปลั๊กพูดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย แต่ในใจของเขาอยากที่จะผลักดันวงฟีนิกส์ไปให้ถึงจุดหมาย อย่างที่สมาชิกในวงคลาดหวังกันเอาไว้
“เสียงตอบรับในตอนนี้ก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง ผมจะขอลองเก็บไปพิจารณาดูก่อนแล้วกันยังไงเดี๋ยวผมขอตัวกลับก่อนแล้วกันพี่ปลั๊ก”
“มีงานที่สตูดิโอเหรอ”
“อ๋อ เปล่าครับ ผมเพียงแค่มีนัดกับสาว ๆ แถวอาซีเอครับ”
“อืม งั้นก็ตามสบายแล้วกัน ว่างเมื่อไหร่ก็แวะมาได้เสมอ ส่วนน้ำขวดนั้นพี่ไม่คิดเงินหรอกเลี้ยง ๆ” เจ้าของร้านชี้มือไปที่ขวดที่ถืออยู่ในมือของพี
“ผมจะต้องกลับมาอีกอย่างแน่นอน” พีพูดพร้อมกับชูขวดน้ำดื่มที่ถืออยู่ในมือ ก่อนจะเริ่มออกเดิน เขาหันไปมองที่ทางเวทีนิดนึง เหมือนกับกำลังคิดอะไรอยู่ จากนั้นจึงก้าวเดินออกจากร้านไป โดยที่เจ้าของร้านยังคงยืนมองเขาอยู่จนเดินพ้นประตูไป
“คงเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วล่ะมั้งเก่ง” เฮียปลั๊กบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วย
Rock N’Roll Dream Come Throug
ความหวัง ก่อนที่จะล่ะสายตาจากประตู แล้วหันกลับมาบอกเด็กในร้านให้นำน้ำดื่มไปให้สมาชิกวงฟีนิกส์ที่อยู่ด้านหลังเวที
“ยังคิดมากอยู่อีกเหรอเก่ง” มือกีต้าร์ถามขึ้น จากที่มองเห็นอาการไม่ดีของเพื่อน ส่วนในมือยังคงใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดสายกีตาร์
ได้ยินดังนั้นนักร้องจึงล่ะความรู้สึกที่กำลังคิดอยู่หันมามองมือกีต้าร์ “อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกเบียร์ แค่นั่งคิดอะไรเพลิน ๆ นิดหน่อยนะ”
“จริงเหรอ” มือเบสส์พูดสมทบขึ้น และหยุดมือจากการทำความสะอาดสายเบสส์มองหน้าเพื่อนของตน
“จริงสิบอล” เก่งยังคงตอบอย่างขึงขัง
“เราไม่เชื่อหรอก ที่นายจะไม่คิด เราเองเรายังคิดเลยกับความรู้สึกของคนดี ที่เราเล่นเพลงของเราให้พวกเขาฟัง มีหลายคนที่ไม่ค่อยจอยกับเพลงของเรากันสักเท่าไหร่ ช่างหัวมันปะไรวัน ข้างหน้า ถ้าเรามีผลงานออกมาเมื่อไหร่ ขี้คร้านพวกมันต้องมาขอลายเซ็นเราอย่างแน่นอน เชื่อสิเพื่อน จริงไหมท่านพี่บิ๊กหัวหน้าวง” บอลพูดพร้อมกับหันหน้าไปหามือกลองผู้มีอายุมากกว่าสมาชิกในวง ถ้าเทียบกันแล้วตอนนี้ตัวเขาก็ประมาณ 32 ส่วนคนอื่น ๆ อายุก็ประมาณ 29-30 และตอนนี้เขากำลังแกะผ้าที่คาดหน้าผากออกและเตรียมที่จะเช็ดเครื่องสำอางออกจากใบหน้า
“มันก็ถูกอย่างที่บอลพูดมา วันนี้เราอาจไม่ได้รับการยอมรับ แต่วันข้างหน้ามันก็ไม่แน่จริงไหม และอีกอย่างวันนี้มันก็ไม่ใช่วันแรกที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ เพราะทุกครั้งที่เรานำเสนอเพลงของเราทีไร คนดูก็ไม่ค่อยแฮปปี้กันเท่าที่ควร” มือกลองพูดพร้อมกับใช้กระดาษทิชชู่เช็ดหน้าเช็ดตา จากนั้นจึงหยุดมือแปล็บนึง พร้อมกับมองหน้าสมาชิกเพื่อนร่วมวงที่กำลังมองมาทางเขา “แต่เรื่องแค่นี้อย่าปล่อยให้มันมาบันท่อนความตั้งใจของเราซะล่ะ ใครมันจะฟังหรือไม่ฟัง ใครมันจะชอบหรือไม่ชอบ ก็ช่างมันปะไร เพราะถือว่ายังไงเราก็ได้ทำแล้ว ดีกว่าอยู่เฉย ๆ จริงไหม ลืม ๆ มันเถอะเก่ง”
“ครับพี่บิ๊ก” เก่งรับคำ แล้วจึงว่าไปตามความรู้สึกของเขา “ผมรู้ว่าผมมันจริงจังมากเกินไปจึงคิดว่าทุกคนต่างต้องคิดเหมือนผม”
“อันนั้นมันก็ไม่ผิดหรอกเพื่อน เพราะเราทุกคนต่างมีสิทธิ์ที่จะคิดจริงไหม” เบียร์พูดพร้อมกับหยิบกีต้าร์ตัวโปรด ใส่ลงในกล่องใส่กีต้าร์ พร้อมกับปิดล็อคหัวท้ายตัวกล่อง
“ขอบใจเบียร์” เก่งพูดพร้อมกับหันไปมองเพื่อน ที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับกล่องใส่กีตาร์ สักพักเขาก็เงยหน้ามายิ้มให้กับเก่งพร้อมกับผงกศีรษะให้ จากนั้นจึงเอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชู่ส่วนที่ยังเหลืออยู่จากกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะ ที่มือกลองเพิ่งใช้ไปเมื่อตะกี้นี้ ขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตาจากเครื่องสำอางที่เขาก็แต่งด้วยเช่นกัน และจึงส่งยื่นให้กับเก่ง เพราะทั้งคู่ต่างผูกพันกันมานานตั้งแต่
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
สมัยเรียนมัธยมปลายและเคยอยู่ในวงเดียวกันมาโดยตลอด แต่ในสมัยนั้นเบียร์ยังเล่นเบสส์ โดยที่มีเพื่อนอีกคนที่รู้จักกันเล่นกีต้าร์ หลังจากที่เรียนจบมัธยมปลายเพื่อนคนที่เคยเล่นกีต้าร์ ก็หายตัวไปอย่างไรล่องลอย เขาจึงหันมาเล่นกีต้าร์แทนเสียเอง ทั้งในตอนเรียนระดับมหา’ลัย ด้านดนตรีที่เขากับเก่งต่างก็ผ่านมาจากสถาบันเดียวกัน และก็เล่นดนตรีด้วยกันมาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้ กว่าจะมาลงตัวกับสมาชิกที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกกันอยู่เรื่อยมา แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ทิ้งกันไปไหน ยังคงย่ำเดินตามหาความฝันที่เหมือนกันอย่างไม่ยอมลดละ
“ขอโทษค่ะ” เสียงเตือนจากหญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นสาวเสิร์ฟของร้านแห่งนี้ เธอมีรูปลักษณ์ผิวขาวผมยาวตรงรวบมัดเป็นห่างม้ารูปร่างผอมบาง มาในเสื้อเชิตสีขาวแขนยาวนุ่งกระโปรงสีดำที่ยาวถึงหัวเข่าเดินถือ ถาดที่มีน้ำเปล่าด้วยกันถึงสี่ขวดเข้ามาในกลุ่มของเก่ง
“หวัดดีหยิน” เก่งทักตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นหน้าของสาวเสิร์ฟคนที่รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
“หวัดดีค่ะพี่ ๆ ทุกคน” สาวเสิร์ฟพูดทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง
“น้องหยินของพี่นี่ช่างรู้ใจพี่จริง ๆ ที่อุตสาห์นำน้ำเย็น ๆ มาให้อย่างนี้ พี่จะตอบแทนอย่างไรดีนะ” บอลเริ่มพูดกระเซ้าเย้าแหย่หญิงสาวทันทีที่เห็นหน้า
“ไม่ต้องก็ได้พี่บอลหยิน ไม่อยากได้” หยินพูดพร้อมกับวางถาดน้ำดื่มลงบนโต๊ะ
“น่าจะอยากสักหน่อยพี่แหละเต็มใจ่เต็มใจ เพื่อน้องหยินคนเดียวเลยนะจะบอกให้”
“ยังไม่เลิก ยังไม่เลิก” หยินพูดเสียงที่เข้มขึ้นจากที่โดนแทะโล้ม “นี่ค่ะพี่เก่งน้ำดื่มเย็น ๆ ดื่มแล้วจะได้สดชื่น”
“ขอบคุณฮ่ะ” เก่งพูดพร้อมกับกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบน้ำในถาดมาดื่ม แต่หยินกับหยิบส่งยื่นให้เขาก่อนซะแล้ว
“นี่หยินไม่ต้องไปเอาอกเอาใจอะไร ไอ้เก่งมันมากนักหรอก มันมีเมียแล้ว” บอลพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์กับภาพที่เห็นตรงหน้าเขา
กับคำพูดของบอลเล่นเอาเก่งถึงกับหน้าแดงและยิ้มอย่างเขิน ๆ ส่วนในมือก็แกะฉลากพลาสติกอย่างทุลักทุเล
“ไม่ต้องเขินขนาดนั้นก็ได้เก่ง” เบียร์พูดยิ้ม ๆ ที่เห็นอากัปกิริยาของเพื่อนสนิท “แกะได้ไหมล่ะเดี๋ยวแกะให้”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” เก่งพูดยิ้ม ๆ ด้วยใบหน้าที่แดงกล่ำ ขณะที่ก้มหน้าก้มตาเปิดขวดน้ำดื่ม
Rock N’Roll Dream Come Throug
“หยินแค่ดูแลพี่ เขาเหมือนพี่ชายต่างหากล่ะ พี่บอลนี่พูดไปไหนเนี่ยะ” หยินหันมาพูดตำหนิเจ้าลิงโลด
“จ้า ๆ” บอลรับคำอย่างคนที่ยอมจำนน ขณะที่เอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะเพื่อต้องการจะดื่มบ้าง
“แล้ววันนี้พี่ไผ่ไปไหนซะล่ะค่ะ”
“ไผ่เขาไปสัมมนากับทางโรงเรียนน่ะหยิน” เก่งพูด
“มิหน้าวันนี้ถึงไม่เห็นพี่ไผ่มาด้วย”
“อยากให้เขาเลิกกันเหรอ” ยังคงมีเสียงเจื๋อยแจ่วมาจากบอลอีกระลอก เล่นเอาทั้งคู่นิ่งเงียบกันไปพักนึง
แต่สาวเสิร์ฟไม่ได้พูดอะไร ได้แต่เพียงค้อนด้วยหางตาไปยังเจ้าของที่เสียงที่แซวมา คนที่แซวกำลังดื่มน้ำอยู่โดยละสายตาไปทางอื่น แม้แต่เก่งเองยังรู้สึกผงะไปกับการคำพูดที่แซวมาแต่เขาไม่ถือสา เพราะรู้ดีอยู่ว่าเพื่อนคนนี้เป็นอย่างไร
“พี่ว่าพี่จะออกไปหา พี่ปลั๊กดีกว่า จะไปด้วยกันหมดเลยไหม” เก่งพูดตัดบทขึ้น เพื่อเบียงเบนเรื่องในการสนทนา เมื่อตะกี้นี้
“เอ้อ ว่าแล้วออกไปหาอะไรเย็น ๆ ซ่า ๆ กระแทกปากต่ออีกดีกว่า” บอลพูดพร้อมกับลุกพรวดพราด แล้วแบกกระเป๋าที่ใส่เบสส์ของตนก้าวเดินออกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ทันที
“หยินไปช่วยไหมพี่” สาวเสิร์ฟหันมาพูดยั่ว ๆ ใส่บอลที่กำลังจะเดินผ่านเธอไป
บอลเดินเข้ามาใกล้สาวเสิร์ฟนิดนึงพร้อมกับโน้มตัวเข้าหา ในระยะที่ห่างพอประมาณ “ได้สิ แต่ต้องเป็นริมฝีปากของหยิน พี่ถึงจะยอม” พูดจบเขาก็ก้าวเท้าเดินออกไปทันทีพร้อมด้วยเสียงหัวเราะ “ฮ่ะ ฮ่ะ” โดยไม่ได้สนใจในอากัปกิริยาของหญิงสาวที่กำลังยืนมองเขาด้วยสีหน้าที่แดงระเรื่ออยู่ข้างหลัง
“พี่บอลนี่หนูล่ะอยากจะแทงด้วยมีดสักพันครั้ง แล้วเอาวิญญาณไปถ่วงน้ำจะได้ไม่ต้องไปผุดไปเกิดซะเลย” หยินพูดอย่างใส่อารมณ์
“เอาน่า เอาน่าใจเย็น ๆ สาวน้อย” เบียร์พูดปลอบสาวเสิร์ฟอย่างใจเย็นซึ่งผิดกับคาร์แร็คเตอร์ ตอนที่เล่นกีต้าร์บนเวทีกันคนละคน ตอนอยู่บนเวทีเขาจะเป็นอะไรที่ดูขึงขังและจริงจังเป็นอย่างมาก แต่พอลงจากเวทีจะเป็นคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสใจเย็นเป็นอย่างมาก
“ปะ ปะ ไปกันหมดนี่แหล่ะ” บิ๊กพูดอย่างยิ้ม ๆ พร้อมกับสะพายกระเป๋าของตนลุกเดินออกไปจากหลังเวที โดยที่เก่งก็หยิบกระเป๋าขึ้นสะพายไหล่ เบียร์ถือกระเป๋าใส่กีต้าร์ลุกเดินตามออกไปโดยมีสาวเสิร์ฟที่เดินถือถาดตามหลังเก่งเป็นคนสุดท้าย แต่ดวงตาของเธอกับมองเก่งอย่างไม่กระพริบ
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
“ว่าไงทุกคนเมื่อกี้นี้สุด ๆ กันเหมือนเดิมเลยนะ” เฮียปลั๊กเอ่ยทักกลุ่มสมาชิกทั้งสี่ที่กำลังเดินเข้าไปหาเขา ซึ่งตอนนนี้นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้กับเคาน์เตอร์ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ส่วนทางกลุ่มของเก่งก็ยกมือไหว้และพูดทักทายเจ้าของร้าน ขณะที่กำลังก้าวเดินเข้าไปหา ซึ่งตอนนี้สาวเสิร์ฟได้เดินแยกตัวหายเข้าไปในครัว เพื่อทำหน้าที่ของเธอต่อไป
“เอ้ามานั่ง ๆ ด้วยกันก่อน” เฮียปลั๊กพูดเชื้อเชิญให้กลุ่มของเก่งนั่งลง ในโต๊ะเดียวกันกับเขา “แล้วนี่เจ้าตัวแสบหายไปไหน อีกตัวซะล่ะ”
“เมื่อกี้เห็นเดินนำออกมาก่อนแล้วนี่ครับ” เก่งพูดพร้อมกับมองไปรอบร้าน
“สงสัยไปรมควันอยู่แน่เลย” บิ๊กพูดเสริมขึ้น
สักพักก็มีเสียงทักทายด้วยน้ำเสียงที่ลากยาวกำลังเดินเข้ามา “หวัดดีเฮีย……ปลั๊ก” พร้อมกับหยุดลงทันทีที่เอ่ยชื่อคนที่ถูกเรียก
“นี่ไอ้บอลมึงไม่ต้องเรียกซะยานขนาดนั้นก็ได้ฟังแล้วมันขนลุก” เฮียปลั๊กพูดอย่างใส่อารมณ์
“กลัวผีล่ะสิ เฮียนี่” บอลพูดกระเซ้าเย้าแหย่ ก่อนที่จะนั่งลงข้าง ๆ หัวหน้าวงของเขา
“เฮียไม่กลัวหรอกเรื่องนั้น แต่ที่ฟังแล้วสยองกลัวตัวเองจะไปเป็นเพื่อนกับมังกรโคโมโด แล้วนี่เอ็งกะจะไม่เช็ดหน้าเช็ดตากับเขาบ้างหรือไงเนี่ย” เฮียปลั๊กเห็นว่าบอลยังไม่ได้เช็ดเครื่องสำอางออก จึงพูดขึ้น
“ยังงี้ก็ดูดีนี่ฮ้า หรือว่าเฮียไม่ชอบหนูแล้ว” จบประโยคของบอลเล่นเอาทุกคน ในโต๊ะหัวเราะกันครืน
“กูจะอวก อย่ามาเล่นแบบนี้อีกนะมึง บิ๊กเมื่อไหร่จะไล่มันออกจากวงไปสักที เฮียบอกให้หามือเบสส์ใหม่ ไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว” เฮียปลั๊กพูดอย่างคนอารมณ์เสีย
“ดูสิ ใช้ความเป็นเจ้าของร้านข่มขืน เราซะอย่างนั้น อย่างงี้เค้าจะไปเรียกร้องกับใครดีล่ะ”
“ข่มขู่” เก่งพูดยิ้ม ๆ และส่ายหน้าไปมา ส่วนคนอื่น ๆ ก็ได้แต่นั่งหัวเราะกับพฤติกรรมของเพื่อนร่วมวง
“ดูมันพูดหากใครเขามาได้ยิน เขาคงคิดว่าพี่มีอะไรกับมันจะทำยังไงดี”
“ก็ทำท่าเดิมไง” บอลยังคงพูดจีบปากจีบคอต่อไป
“เอา ๆ กูยอมมึงแล้ว” เอียปลั๊กพูดอย่างอิดหนาระอาใจ
“ยอมง่ายจัง” บอลพูดด้วยสีหน้าที่ระริกระรี้ ส่วนคนอื่น ๆ ได้แต่นั่งยิ้มเขา จากนั้นบอลจึงหันหน้าไปทางเคาน์เตอร์ “น้องเบียร์ขวด”
“นั่งอยู่นี่แล้วไง” เบียร์พูดแหย่
Rock N’Roll Dream Come Throug
“เล่นกันเองซะงั้น” บอลพูดปรารภอย่างหน้าเสีย พร้อมกับหันไปหาเด็กที่ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์
“เอ้านี่ค่าแรงสำหรับคืนนี้” เจ้าของร้านส่งซองสีน้ำตาลเข้มให้กับ บิ๊กซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ ทุกคนในโต๊ะ ต่างก็มองไปที่ซองที่ถืออยู่ในมือของหัวหน้าวง
“เย้ ! มีตังค์จ่ายค่าเบียร์แล้ว” บอลพูดขึ้นอย่างดีใจ
“หารแล้วเหลือไม่ถึง เอ็งหรอกไอ้บอล” เฮียปลั๊กพูดแหย่ตัวกวนของเขา
“อ้าวไหงเป็นอย่างนั้นไปได้ งั้นเบียร์ขวดนี้ฟรีไปแล้วกัน”
“เออ ก็คุ้มดีเหมือนกัน” เฮียปลั๊กพูดอย่างสบายอารมณ์ โดยที่บอลยกขวดเบียร์ขึ้นดื่มอย่างตาปริบ ๆ เจ้าของร้านจึงพูดตัดบทขึ้น “ล้อเล่นครับพี่ ทำเป็นนิ่ง” ทุกคนในโต๊ะต่างมองมาที่บอลด้วยรอยยิ้มกันอีกเหมือนเดิม เพราะไม่รู้จะพูดอะไรกันดี เพราะดูเหมือนแต่ละคนเริ่มอ่อนล้ากันแล้ว
“เก่ง เมื่อกี้ฮึกเฮิมได้ทีดีจริง ๆ”
“อ้อไม่หรอกครับ พี่ปลั๊ก อารมณ์มันพาไป”
“แต่พี่ว่าดีออก คนดูเขาชอบกันมาก ดูสิบางคนเขาหันมามองพวกนายด้วย”
กลุ่มของเก่งต่างหันไปมองคนดูภายในร้าน บางคนที่มองมาที่พวกเขา พร้อมกับยิ้มและโบกมือให้ ส่วนตัวเก่งและเพื่อน ๆ ต่างก็ยิ้มตอบกับไปพร้อมกับโบกมือให้ ถือเป็นการทักทายกลุ่มคนดูที่มาฟังพวกเขาเล่นดนตรีในคืนนี้ โดยที่วงบนเวทีกำลังเล่นเพลงกันอย่างสุดเหวี่ยงในสไตล์อัลเทอร์เนทีฟร็อคสากล
“เบียร์ทำผมอย่างนี้พ่อแม่ไม่ว่าอะไรเหรอ” เฮียปลั๊กหันมาพูดกับมือกีต้าร์ของวงที่เล่นทำผมเป็นสีรุ้งทั้งหัว
“แม่ไม่ว่าอะไรอยากทำอะไรก็ทำไป ส่วนพ่อเขายังไม่ยอมพูดกับผมเลยตอนนี้” เบียร์พูดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
“ใครเขาจะกล้าคุยด้วย ลูกชายตัวเองเปลี๋ยนไปซะขนาดนี้” บอลพูดแทรก พร้อมกับยกดื่มเจ้าขวดเหลือง ขวดเล็กแบบรวดเดียวหมด
หลังจากที่สรวลเสเฮฮากันอยู่สักพัก สมาชิกวงของเก่งก็ร่ำลาเจ้าของร้านเพื่อกลับบ้านไปพักผ่อน ในช่วงที่กำลังลุกจากเก้าอี้นั้น เก่งจะเดินรั้งท้ายเพื่อนโดยมีเจ้าของร้านลุกเดินตามมาทีหลัง จึงพูดกับเก่งเป็นการส่วนตัว
“วันนี้คนเก็บเงินไม่มาด้วยเหรอเก่ง”
“พอดีทางโรงเรียนจัดไปสัมมนาต่างจังหวัดน่ะครับ พี่ปลั๊ก” เก่งพูดพร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
เพื่อน…ดนตรี…วันที่รอคอย
“อ้อ เหรอ เอ้อวันนี้พี่มีคนที่รู้จักอยู่คนนึง เขามาดูพวกเราเล่นดนตรีในคืนนี้เขาฝากมาชมด้วยว่าเล่นกันสุดเหวี่ยงได้อารมณ์ดี และโดยเฉพาะเพลงที่แต่งกันเอง เขาบอกเขาชอบมากเหมือนกัน”
“เหรอครับ ฝากขอบคุณเพื่อนพี่ด้วยนะครับ”
“เอาไว้ค่อยขอบคุณ เขาเองแล้วกัน”
“เขาจะกลับมาอีกเหรอครับ”
“เห็นเขาบอกว่าอย่างนั้น เอาไว้พี่จะแนะนำให้รู้จักแล้วกัน”
ทั้งคู่เดินคุยกันมาใกล้ถึงประตูทางออก ซึ่งตอนนี้เพื่อน ๆ ของเก่งเดินออกไปยืนอยู่หน้าร้านกันหมดแล้ว
“พี่ส่งแค่นี้นะเก่ง”
“ขอบคุณครับพี่ปลั๊ก ความจริงไม่น่าลำบากที่ต้องเดินมาส่งเลยนะครับ”
“ไม่เป็นไรหรอกคนกันเอง และอีกอย่างพี่ก็ไม่ใช่เพิ่งจะรู้จักกับเอ็งนี่หว่า”
“ขอถามอีกนิดเรื่องร้านที่ว่าจะไปสอนร้อนเพลงน่ะ เขาว่ายังไงบ้าง”
“เดี๋ยวประมาณอาทิตย์หน้าพี่เอ ให้ไปหาที่ร้านเพื่อคุยตกลงในเรื่องของรายละเอียดในการสอนอีกทีครับ ยังไงต้องขอขอบคุณพี่ปลั๊กด้วยครับ ที่อุตสาห์เป็นธุระให้ผมได้มีงานทำ”
เฮียปลั๊กยกมือขึ้นโบกไปมา พร้อมกับส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “อย่าคิดมากคนกันเองช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป พี่เห็นเราขยัน ๆ ก็เลยอยากสนับสนุน”
เก่งก้มหัวยกมือไหว้เจ้าของร้าน“ขอบคุณมากนะครับพี่ปลั๊ก ผมไปก่อนนะครับ”
“เอ้อ ๆ โชคดี ๆๆ เดินทางปลอดภัย ไว้พรุ่งนี้เจอกันใหม่”
เก่งเปิดประตูร้านพร้อมกับก้าวเดินออกมาจากร้านในช่วงที่กำลังก้าวเดินลงบันไดเขาหันไปยิ้มให้กับคนงานสองคนที่อายุอานามประมาณยี่สิบต้น ๆ ที่ทำหน้าที่ดูแลในเรื่องของการจอดของลูกค้า ที่อยู่บริเวณข้างร้านและคนทั้งสองก็ยิ้มตอบให้เขาอย่างเป็นมิตร เพราะเห็นหน้าค่าตากันอยู่เรื่อย ส่วนเพื่อน ๆ ของเขากำลังยืนรออยู่แถวบริเวณฟุตบาทหน้าร้าน
สักพักเก่งเห็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นรูปลักษณ์ขาวตี๋ ที่ดูเหมือนกำลังเรียนอยู่ในระดับมหา’ลัยอายุอานามประมาณยี่สิบกว่า ๆ ที่มาในชุด เสื้อยืดสีดำมีลวดลายแตกต่างกันนุ่งกางเกงยีนส์สีซีดสวมรองเท้าผ้าใบ กำลังเดินผ่านมาพอดีและหนึ่งในนั้นมีคนที่เขารู้จักอยู่ด้วย เก่งจึงเดินลงมาทักทาย “ว่าไงจั๊มป์มาเที่ยวแถวนี้หรือ”
หนุ่มหน้าตี๋ที่ถูกทักหยุดยืนมองเขาสักพัก ในขณะที่เพื่อน ๆ ของเขาเดินนำไปก่อน แต่แววตาของคนที่เดินผ่านไป ดูไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับกลุ่มของเก่งที่ยืนอยู่สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเบียร์กับ
Rock N’Roll Dream Come Throug
บอลที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งกลุ่ม เพราะสีผมของเบียร์และเครื่องสำอางที่บอลไม่ได้ลบออก แต่ส่วนคนที่ถูกทักพูดตอบกับไปด้วยท่าทางที่กวน ๆ “แล้วมีอะไรเหรอเปล่า”
“ไม่มีอะไรหรอกพอดี เห็นเข้าก็เลยทักไปอย่างนั้นเอง” เก่งพูดปัด
“ไม่จำเป็นก็ไม่ต้อง ผมไม่อยากรู้จักคุณ” จั๊มป์พูดจบก็ออกเดินด้วยท่าทางหยิ่งยะโส ไปหากลุ่มเพื่อนมาด้วยกัน โดยไม่สนใจว่าคู่สนทนาของตนจะรู้สึกอย่างไร
“แอ็คได้ที่จริง ๆ เลยนะมึง อยากกระทืบให้จมดินซะจริง ๆ เล้ย” บอลพูดด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูก พร้อมกับทำท่าทำทางเหมือนเตรียมตัวที่จะออกสู้ศึกในครั้งนี้
“ไม่เอาน่าบอล อย่าไปมีเรื่องเลย เจ็บตัวกันไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา” บิ๊กรีบห้ามเพื่อนร่วมวง เพราะไม่อยากให้ต้องมาทะเลาะกัน และด้วยความที่อาวุโสกว่าจึงสยบคนตรงหน้าลงได้
“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” บอลสบถคำอย่างไม่พอใจ เมื่อถูกห้ามก่อนที่จะละสายตาและหันมามองเพื่อนของเขาด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลาย “ไอ้เด็กพวกนี้มารยาทมันมีกันบ้างไหมว่ะ”
“ไม่เป็นไร ช่างหัวมันเหอะ” เก่งพูดแก้ต่างขึ้น
“แก้ตัวให้กันจริ๊ง เพราะเป็นคนอย่างนี้สิ เค้าถึงได้ไม่ไปไหนจากตัวเองไง เพื่อนกูรักมึงว่ะ” บอลพูดพร้อมจะเดินเข้าไปสวมกอด พร้อมกับทำปากยื่นปากยาวเหมือนจะจูบเก่ง
“พอ ๆๆ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้” เก่งพูดพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นห้าม ด้วยความตกใจในการกระทำของเพื่อนร่วมวง เล่นเอาคนที่ยืนอยู่ด้วยอีกสองคนหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ โดยที่เขาทั้งหมดหารู้ไหมว่า มีใครคนหนึ่งที่กำลังนั่งจับตาดูพวกเขาอยู่บนรถเก๋งที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผับ ที่พวกเขาเล่นดนตรีกันไปเมื่อตะกี้นี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น